100 บทสนทนาภาษาอังกฤษ English Conversations

,

100 บทสนทนาภาษาอังกฤษสำหรับชีวิตประจำวัน
การเรียนภาษาอังกฤษไม่ใช่แค่ท่องคำศัพท์และเตรียมเรื่องไวยากรณ์
เพราะในชีวิตประจำวันการสื่อสารประกอบด้วยบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ
เพราะฉะนั้นผมจึงจะจัดทำ 100 บทสนทนาที่มักพบเจอมากที่สุดในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่สำคัญคือสนทนาทั้งหมดนี้มาจากประสบประการณ์ชีวิตของผมเองในฐานะเป็นชาวต่างชาติคนอังกฤษ
ผมแต่งบทสนทนาแบ่งออกเป็นสามรูปแบบ
คือไม่ว่าจะเป็นทางการ ไม่เป็นทางการ หรือเป็นคำพูดเชิงแสลงของคนทั่วๆไป
ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจถึงลักษณะการสื่อสารในชีวิตจริงได้อย่างครบถ้วน
100 บทสนทนานี้จะรวบรวมสถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่คนเรามักจะพบเจอบ่อยที่สุด
เป็นบทสนทนาสั้นๆ กระชับและจำได้ง่าย แถมเต็มไปด้วยคำศัพท์ที่มีประโยชน์สำหรับสื่อสารมากที่สุด
พร้อมคำแปลเป็นภาษาไทยด้วย เพื่อคุณจะไม่ต้องวุ่นวายพยายามแปลด้วยตัวเอง
ในแต่ละบทสนทนาจะพบเจอกับโครงสร้างประโยคต่างๆ
ที่สามารถประยุกต์เอาใช้ตามเนื้อเรื่องที่คุณต้องการ ยกตัวอย่างเช่น
ในบทสนทนาหนึ่งจะพบโครงสร้างประโยคว่า
I can’t be bothered to go
แปลเป็นภาษาไทยก็คือ
ฉันขี้เกียจไป
เราสามารถนำประโยคนี้ประยุกต์ใช้ในความหมายแบบอื่นก็ได้
(I can’t be bothered to + VERB1)
แค่เปลี่ยนคำว่า “ไป” เป็นกริยาคำอื่น เช่น
I can’t be bothered to work.
ผมขี้เกียจทำงาน
I can’t be bothered to exercise.
ผมขี้เกียจออกกำลังกาย
I can’t be bothered to do my homework
ขี้เกียจทำการบ้าน

ฟังเสียงบทสนทนาจากคนอังกฤษโดยตรงก็คือผมเอง คุณครูคริสครับ
เพื่อให้การออกเสียงที่ถูกต้องชัดเจนและเป็นธรรมชาติ
แถมได้สำเนียงแห่งประเทศผู้ดีที่ฟังดูไพเราะนุ่มนวล

วิธีการเรียนจาก 100บทสนทนานี้ง่ายมาก
1- ตั้งใจฟังและพูดตาม (พยายามเลียนแบบการออกเสียงให้เหมือนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้)
2- จดบทสนทนาไว้ในสมุด (การคัดลอกเขียนจะช่วยให้ยิ่งจำคำศัพท์ได้อย่างแม่นและนาน)
3- อ่านบทสนทนาหลายๆ รอบจนรู้สึกว่าอ่านได้คล่อง
(ขั้นตอนนี้อาจต้องใช้เวลาหลายวัน ต้องทบทวนเรื่อยๆ อย่ารีบนะครับ)
4- ฝึกการแปลจากไทยเป็นอังกฤษและอังกฤษเป็นไทย

1. What’s your name?
คุณชื่ออะไร

2. How are you?
คุณสบายดีไหม

3. What are you doing?
ทำอะไรอยู่

4. Are you free?
คุณว่างไหม

5. How often do you exercise?
คุณชอบออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน

6. Do you have any brothers and sisters?
คุณมีพี่น้องกี่คน

7. What’s the matter? (Feelings)
คุณเป็นอะไรไหม

8. How’s the weather today?
อากาศเป็นยังไงบ้าง

9. Where is my phone?
มือถือฉันอยู่ที่ไหน หาไม่เจอ

10. Could you help give me some directions?
คุณช่วยบอกทางให้ฉันได้ไหม

11. I am looking for a pair of trainers(Shopping).
ฉันกำลังมองหารองเท้ากีฬาสักคู่หนึ่ง

12. What do you do?
คุณทำงานอะไร

13. I feel sick.
ฉันรู้สึกไม่สบาย

14. I am going to visit London!
ฉันจะไปเที่ยวเมืองลอนดอน

15. Can you tell me about yourself?
ช่วยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวคุณย่อๆ หน่อยได้ไหมครับ

16. Wake up and have a shower!(Daily routine)
ตื่นได้แล้ว ไปอาบน้ำเร็วๆ สิ

17. It’s raining cats a dogs! (Idioms)
ฝนตกหนักมาก

18. If I won the lottery I would..(Conditional sentences)
ถ้าฉันถูกหวย ฉันจะ…

19. Get along with, get up, get on, get over
ความหมายต่างๆ ของคำว่า get

20. You shouldn’t do that!
คุณไม่ควรทำอย่างนั้น

21. We are going to be late, aren’t we?
พวกเราจะไปถึงสายๆ แน่ๆ เลย ใช่ไหม

22. dislike, disappointed, misunderstand, redo, impossible
คำที่ใช้คำหน้าคำหลัก

23. drinkable, hopeless, biggish
คำที่ใช้คำหลังคำหลัก

24. ain’t you? blumin, nutter, whatever!
คำสแลง

25. Have you read the news today?
วันนี้อ่านข่าวหรือยัง

26. Do you have an i-phone?
คุณมีไอโฟนไหม

27. Can you give me some advice?
คุณช่วยให้คำแนะนำกับฉันได้ไหม

28. Do you have any pets?
คุณมีสัตว์เลี้ยงบ้างไหม

29. Let’s go to an art museum.
เราไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะกันเถอะ

30. Trip to the beach.
ไปเที่ยวทะเลกัน

31. Do you put make on everyday?
คุณแต่งหน้าทุกวันไหม

32. Do you parents scold you often?
พ่อแม่ด่าคุณบ่อยไหม

33. Surprise! Happy birthday!
สุขสันต์วันเกิด

34. Do you enjoy reading books?
คุณชอบอ่านหนังสือไหม

35. I want to have my own business.
ฉันอยากมีธุรกิจส่วนตัว

36. Can you drive a car?
คุณขับรถเป็นไหม

37. Do you wanna be a celebrity?
คุณอยากเป็นดาราไหม

38. Have you ever done any volunteer work?
คุณเคยทำงานอาสาสมัครไหม

39. Have a crush
แอบชอบ

40. What was your childhood like?
ชีวิตตอนวัยเด็กของคุณเป็นไงบ้าง

41. Do you have any children?
คุณมีลูกไหม

42. I want to move into the countryside.
ฉันอยากย้ายบ้านไปอยู่แถวๆ ชนบท

43. Do you think you’re a fashionable person?
คุณคิดว่าคุณแต่งตัวทันสมัยไหม

44. I am going to study abroad.
ฉันจะไปเรียนต่อต่างประเทศ

45. Do you know your neighbors well?
คุณรู้จักเพื่อนบ้านคุณไหม

46. You complain too much!
คุณขี้บ่นตลอด

47. What countries have you been to?
คุณเคยไปเที่ยวประเทศอะไรบ้าง

48. My car just got stolen!
รถยนต์ของฉันถูกขโมย!

49. I just moved to England.
ฉันเพิ่งย้ายมาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

50. I’ve met a really sweet girl.
ผมได้เจอผู้หญิงที่น่ารักดี

51. Watch out for the car!
ระวังรถวิ่ง

52. Have you even been in a natural disaster?
คุณเคยประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติไหม

53. I dreamed about you last night.
เมื่อคืนฉันฝันถึงเธอด้วยนะ

54. What’s your favorite TV show?
รายการทีวีที่คุณชอบมากที่สุดคืออะไร

55. How do you study English?
คุณเรียนภาษาอังกฤษอย่างไร

56. You look familiar.
หน้าคุ้นๆ

57. Can you cook?
คุณทำอาหารเป็นไหม

58. Who is your best friend?
ใครคือเพื่อนรักของคุณ

59. Do you enjoy eating healthily?
คุณชอบกินเพื่อสุขภาพไหม

60. Don’t forget to buy a souvenir?
อย่าลืมซื้อของฝากด้วย

61. What’s a Ladyboy, Tomboy?
กะเทยกับทอม คืออะไร

62. Do you have any special talents?
คุณมีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง

63. Are you coming to the party?
คุณจะมางานปาร์ตี้ด้วยไหม

64. How do you keep so healthy?
คุณรักษาสุขภาพอย่างไร

65. What kind of hobbies do you enjoy doing?
คุณมีงานอดิเรกอะไรบ้าง

66. Wanna hear a joke?
คุณอยากได้ยินเรื่องตลกไหม

67. Why should we hire you?
ทำไมเราจึงควรจ้างงานคุณ

68. How many languages can you speak?
คุณพูดได้กี่ภาษา

69. What do you look for in a relationship?
สิ่งที่สำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักคืออะไรสำหรับคุณ

70. Do you wanna get married?
คุณอยากแต่งงานไหม

71. Mind your manners!
ระวังมารยาทหน่อยสิ

72. Do you use a lot of cosmetics?
คุณใช้เครื่องสำอางเยอะไหม

73. What kind of movies are you into?
คุณชอบดูหนังแบบไหน

74. What kind of music are you into?
คุณชอบเพลงแนวไหน

75. I am stuck in traffic jam!?
รถติดอ่ะ

76. Where are you going for New Year’s Eve countdown?
วันสิ้นปีจะไปงานเคาน์ดาวน์ที่ไหน

77. Do you have any tattoos?
คุณมีรอยสักบ้างไหม

78. Can you draw?
คุณวาดรูปเป็นไหม

79. I am a mixed race of English and Thai.
ฉันเป็นลูกครึ่งอังกฤษไทย

80. What religion do you follow?
คุณนับถือศาสนาอะไร

81. Let’s eat out tonight!
เย็นนี้เราไปกินข้างนอกดีป่ะ

82. How will you spend your retirement?
คุณจะใช้วัยเกษียณทำอะไรบ้าง

83. How was school life for you?
ช่วงเวลาวัยเรียนเป็นไงบ้าง

84. I have a secret to tell you.
ฉันมีความลับอยากบอกคุณ

85. Do you enjoy being single?
อยู่เป็นโสดแล้วมีความสุขไหม

86. Please don’t smoke here.
กรุณาอย่าสูบบุหรี่ที่นี่

87. What sports are you good at?
คุณเก่งกีฬาอะไรบ้าง

88. Who is your favorite superhero?
ใครคือซูเปอร์ฮีโรคนโปรดของคุณ

89. What’s the best way to get around the city?
อะไรเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้ไปรอบๆ เมือง

90. I need a job, I’ve been unemployed for so long!
ฉันไม่มีงาน ฉันตกงานมานานมากแล้ว

91. I wish I could go visit America!
อยากไปเที่ยวเอเมริกาจัง

92. What would you do if you won the lottery?
ถ้าคุณถูกหวย คุณจะทำอะไรบ้าง

93. Do you remember your first kiss?
คุณจำจูบแรกของคุณได้ไหม

94. I am a vegetarian.
ฉันกินอาหารเจเท่านั้น

95. How often do you check your Facebook?
คุณเข้าไปใช้เฟสบุ๊คบ่อยแค่ไหน

96. Do you care about politics?
คุณสนใจเรืองการเมืองไหม

97. I love chilling out in coffee shops.
ฉันชอบพักผ่อนในร้านกาแฟ

98. I got fired!
ฉันถูกไล่ออกจากงาน

99. Why are you learning English?
คุณเรียนภาษาอังกฤษทำไม

100. How can I improve my English?
อยากเก่งภาษาอังกฤษ ทำไงดี

 

English Conversation 1
คุณชื่ออะไร

A – Hi, my name is Chris. What’s your name?

สวัสดีครับ ผมชื่อคริส แล้วคุณชื่ออะไรครับ

B – Hi, my name is Adam. Nice to meet you.

สวัสดีครับ ผมชื่ออดัม ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ

A – Nice to meet you too. Where do you come from?

เช่นกัน คุณมาจากประเทศไหนครับ

B – I come from America and you?

ผมมาจากประเทศอเมริกา แล้วคุณล่ะ

A – I come from England. Excuse me, how old are you?

ผมมาจากประเทศอังกฤษ ขอโทษ คุณอายุเท่าไหร่ครับ

B – I am 29, and you?

ผมอายุ 29 ปี แล้วคุณล่ะ

A – I am 26. What is your job?

ผมอายุ 26 คุณทำงานอะไรครับ

B – I am a manager, and you?

ผมเป็นผู้จัดการ แล้วคุณล่ะ

A – I am a teacher.

ผมเป็นครู

English Conversation 2
สบายดีไหม

A – Hey!

หวัดดี

B – Hey!

หวัดดี

A – How’ve you been?

ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง

B – I’ve been alright, how about you?

ผมสบายดี แล้วคุณล่ะ

A – I’ve been ok. What are you up to?

ผมก็สบายดีเหมือนกัน ตอนนี้ทำอะไรอยู่

B – I’m just watching some TV, you?

ก็แค่ดูทีวีเฉยๆ แล้วคุณล่ะ

A – I’m free, do you wanna hang out?

ก็ว่างเลย อยากไปเที่ยวกันไหม

B – Sure, come on over.

ได้สิ คุณมาหาเราก่อน

A – OK! Seya in a bit.

โอเค แล้วเจอกันนะ

English conversation 3
ทำอะไรอยู่

A – Hey, what are you up to?

หวัดดี คุณทำอะไรอยู่

B – I’m just chilling out.

ก็พักผ่อนอยู่

A – Do you wanna go for a walk?

อยากออกไปเดินเล่นกันไหม

B – Now?

ตอนนี้เหรอ

A – Yeah. You’re free right?

ใช่แล้ว คุณว่างอยู่ใช่ไหม

B – Yeah, but….I can’t be bothered to go.

ว่าง, แต่…ผมขี้เกียจไปไหนอ่ะ

A – Oh come on! Don’t be so lazy!

เอาน่า อย่าขี้เกียจแบบนี้

B – Ok Ok Ok, I’ll go.

โอเคๆๆ ไปก็ได้

A – Great! Seya soon.

เยี่ยม แล้วเจอกันนะ

English conversation 4

คุณว่างไหม

A – Are you free tonight?

คืนนี้ว่างไหม

B – Sorry, I am busy.

ผมเกรงว่าไม่ว่างนะ ผมยุ่งๆ หน่อย

A – Really? Busy with what?

จริงเหรอ ยุ่งทำอะไรล่ะ

B – Busy with homework.

ยุ่งทำการบ้าน

A – Can you just leave it for one night?

อดทำแค่คืนหนึ่งได้ไหม

B – I guess I could.

ก็คงได้มั้ง

A – Awesome! Let’s go watch a movie.

สุดยอด ให้เราไปดูหนังกันเถอะ

B – Alright, but just tonight, ok?

ได้ แต่แค่คืนนี้เท่านั้นนะ

A – Yeah, just one night.

ใช่แล้ว แค่คืนเดียวเอง

English conversation 5
ไปออกกำลังกายกันเถอะ

A – I’m going for a jog later, wanna come?

ผมจะไปวิ่ง อยากไปด้วยกันไหม

B – How long will you jog for?

จะวิ่งนานแค่ไหน

A – I guess around 1 hour.

ก็สักชั่วโมงหนึ่ง

B – 1 hour! I can’t do it.

หนึ่งชั่วโมงเลยเหรอ ผมไม่ไหวหรอก

A – Well then, how about 30 minutes?

ถ้างั้น 30 นาทีก็ได้

B – That’s more like it.

แบบนี้ดีกว่า

A – You should exercise often you know?

คุณควรออกกำลังกายบ่อยๆ รู้ป่าว

B – Yeah I know, I’m just so busy.

รู้ซิ ผมก็แค่ยุ่งๆ ไม่มีเวลา

A – Get changed, I’ll meet you at the park at 5!

แต่งตัวได้แล้ว เจอกันที่สวน 5 โมงเย็นนะ!

English conversation 6
คุณมีพี่น้องไหม

A – Do you have any brothers and sisters?

คุณมีพี่น้องไหมครับ

B – Yeah, I have 3 older brothers and 1 younger sister, and you?

มีครับ ผมมีพี่ชายสามคน และน้องสาวหนึ่งคน แล้วคุณล่ะ

A – I don’t have any. I’m an only child.

ผมไม่มีพี่น้อง ผมเป็นลูกคนเดียว

B – I see. How is it for you?

เข้าใจล่ะ แล้วเป็นลูกคนเดียว เป็นอย่างไร

A – It’s fine cuz I have lots of friends.

ก็สบายดี เพราะผมมีเพื่อนเยอะ

B – That’s good.

ก็ดีแล้ว

A – But I still think it would be nice to have siblings.

แต่ผมว่าถ้าจะมีพี่น้อง ก็คงเป็นสิ่งที่ดีเหมือนกันนะ

B – Well, not too many, or else it’ll get quite chaotic.

ก็ ไม่เอามากเกินไป ไม่งั้นจะค่อนข้างวุ่นวายไปหน่อย

A – Haha, yeah I bet it does.

ฮ่าๆ น่าจะใช่

English conversation 7
คุณเป็นอะไรหรือเปล่า

A – You look so sad, what’s the matter?

คุณดูเศร้า เป็นอะไรหรือเปล่า

B – I got fired from my job.

ผมถูกไล่ออกจากงาน

A – Oh no! How come?

โอ้แย่แล้ว ทำไมล่ะ

B – I came to work late too often.

ผมไปทำงานสายบ่อยเกิน

A – Well, I am not surprised, because you always watch TV late at night.

ก็ ผมไม่แปลกใจนะ เพราะคุณชอบดูทีวีดึกๆ

B – Yeah, I know, it’s my fault.

ใช่ ผมรู้ ผมผิดเอง

A – Anyways, don’t worry, I’m sure you can find another job soon.

ยังไงก็ ไม่ต้องกังวลนะ ผมมั่นใจว่าคุณสามารถหางานใหม่ได้เร็วๆ นี้

B – Thanks for encouraging me.

ขอบคุณที่ให้กำลังใจนะ

A – No problem! It’s a friend’s duty to do so.

ไม่เป็นไร ก็เป็นหน้าที่เพื่อนนี่ไง

English conversation 8
อากาศเป็นอย่างไรบ้าง

A – How’s the weather today?

วันนี้อากาศเป็นอย่างไรบ้าง

B – It’s hot and sunny.

ร้อนและมีแดด

A – Good weather for a trip to the beach then.

อากาศเหมาะสมที่จะไปเที่ยวทะเล ว่าไหม

B – Sure! Sounds like a good idea.

ใช่แล้ว เป็นความคิดที่ดีมาก

A – Let’s invite a few friends to come too.

งั้นให้เราชวนเพื่อนสักสองสามคนมาด้วย

B – Ok, and how shall we go to the beach?

โอเค แล้วเราจะไปอย่างไร

A – Let’s take a minivan.

นั่งรถตู้ไป

B – How much will it cost per person?

คนละเท่าไหร่

A – I guess around 100 baht.

น่าจะประมาณ 100 บาท

English conversation 9
กระเป๋าสตางค์หายไปไหน

A – I’ve lost my wallet!

ผมทำกระเป๋าสตางค์หาย

B – Don’t worry, I’ll help you look for it.

ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะช่วยคุณหา

A – Thanks, I’m sure it’s around here somewhere.

ขอบใจนะ ผมว่าคงอยู่แถวนี้สักที่

B – What does it look like?

มันมีลักษณะอย่างไร

A – It’s real black leather, lacoste brand.

เป็นหนังแท้ สีดำ ยี่ห้อ ลาคอสต์

B – Ok, let’s have a look for it.

โอเค เดี๋ยวจะลองหาดู

A – I will look in the lounge first.

ผมจะไปหาในห้องรับแขกก่อน

B – Did you find it yet?

หาได้หรือยัง

A – Yes I found it! I left it on the sofa.

ผมหาเจอแล้ว ผมลืมว่าวางไว้บนโซฟา

English conversation 10
คุณช่วยบอกทางให้ผมหน่อยได้ไหม

A – Excuse me, I think I’m lost, can you help me?

ขอโทษครับ ผมว่าผมหลงทาง คุณช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ

B – Sure. Where do you need to go?

ได้เลยครับ แล้วคุณต้องการไปไหนครับ

A – I need to go to the lotus hotel.

ผมต้องการไปโรงแรมโลตัสครับ

B – The lotus hotel, it’s very near.

โรงแรมโลตัสอยู่ใกล้ๆ ครับ

A – Which way should I go?

ผมควรไปทางไหนครับ

B – Go straight down this road, then turn left at the intersection.

ตรงไปตามถนนนี้ แล้วก็ที่สี่แยกให้เลี้ยวซ้ายครับ

A – How long will it take to walk?

จะใช้เวลาเดินไปนานแค่ไหนครับ

B – About 10 minutes.

ประมาณ 10 นาทีครับ

A – Ok, got it. Thanks for your help.

โอเค เข้าใจล่ะ ขอบคุณที่ช่วยผมครับ

English conversation 11
ผมกำลังหารองเท้าคู่หนึ่ง

A – Hello, may I help you?

สวัสดีครับ มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ

B – Yes, I’m looking for a pair of running shoes.

ครับ ผมกำลังหารองเท้าวิ่งคู่หนึ่งนะครับ

A – Ok, they are over there, please follow me.

ครับ รองเท้าวิ่งอยู่ตรงโน้นนะครับ เชิญตามมาครับ

B – Do you have a Nike pair in black?

คุณมียี่ห้อไนกี้คู่หนึ่งเป็นสีดำไหมครับ

A – We do. How about this pair?

มีครับ คู่นี้ล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง

B – Can I try them on?

ผมขอลองใส่ดูได้ไหมครับ

A – Sure, go ahead.

ได้เลย เชิญครับ

B – They fit nicely, I’ll take them!

ใส่พอดีเลย จะเอาคู่นี้แหละนะครับ

A – Great, this pair is 20% off too.

ดีครับ คู่นี้ลด 20% ด้วยนะครับ

English conversation 12
คุณทำงานอะไร

A – What’s your job?

คุณทำงานอะไรครับ

B – I’m an English teacher.

ผมเป็นครูครับ

A – Do you enjoy your job?

คุณชอบทำงานนี้ไหมครับ

B – I do, it’s very beneficial to society.

ชอบครับ เป็นงานที่มีประโยชน์ต่อสังคม

A – That’s right. It’s a very important job.

ใช่แล้วครับ เป็นงานที่สำคัญมากครับ

B – What about you? What’s your job?

แล้วคุณล่ะ ทำงานอะไรครับ

A – I’m a Doctor.

ผมเป็นหมอครับ

B – That’s great! You must be very smart then.

สุดยอด คุณคงต้องฉลาดแน่ๆ

A – Thanks for the compliment. You must be smart as a teacher too.

ขอบคุณที่ชมครับ คุณเป็นครูแล้ว ก็คงต้องฉลาดเหมือนกันครับ

English conversation 13
ฉันรู้สึกไม่สบาย

A – I don’t feel well.

ผมรู้สึกไม่สบาย

B – What’s wrong?

เป็นอะไรอ่ะ

A – I have a stomachache.

ปวดท้อง

B – Do you want to go see a Doctor?

อยากไปหาหมอไหม

A – No, it’s ok. I just need some medicine.

ไม่ต้อง ผมแค่ต้องการกินยาก็พอ

B – Ok, I’ll go get some from the drug store for you.

โอเค ผมจะไปซื้อจากร้านยาให้คุณก็ได้

A – Thanks, could you pick me up some sticky rice and pork too?

ขอบใจนะ แล้วขอฝากซื้อข้าวเหนียวกับหมูปิ้งให้ผมด้วยได้ไหม

B – What! I thought you said you had a stomachache?

อ้าว ไหน บอกว่าปวดท้องไม่ใช่เหรอ

A – Yeah…but I am still hungry.

ก็ใช่ แต่มันหิวนี่นา

English conversation 14
ฉันจะไปเที่ยวเมืองลอนดอน

A – Have you ever been abroad?

คุณเคยไปต่างประเทศไหม

B – Nope, but I really want to.

ไม่เคย แต่อยากไปมากๆ

A – Do you wanna go visit London with me?

คุณอยากไปเที่ยวลอนดอนกับผมไหม

B – London? In England, right?

ลอนดอนเหรอ ที่ประเทศอังกฤษใช่ไหม

A – Yeah! Let’s go visit there for a week.

ใช่ เราไปเที่ยวที่นั่นสักสัปดาห์หนึ่งกันเถอะ

B – Ok, how much will it all cost?

ได้ แล้วต้องใช้เงินมากเท่าไหร่

A – Including all accommodation, flights, food, sightseeing expenses, maybe around 50,000 baht.

รวมทั้ง ค่าพัก ตั๋วเครื่องบิน อาหาร ค่าเที่ยว ก็ประมาณห้าหมื่นบาท

B – Whoa, that’s expensive, I need to save up for at least another 6 months.

โห แพงจัง ผมต้องเก็บตังค์ไปอย่างน้อยอีกหกเดือนนะ

A – Yeah me too!

ผมก็เหมือนกัน

English conversation 15
ผมต้องไปสัมภาษณ์งาน

A – Can you tell me about yourself?

ช่วยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวคุณย่อๆ หน่อยได้ไหมครับ

B – I am a hardworking, eager and confident person.

ผมเป็นคนที่ตั้งใจทำงาน ขยันและมีความมั่นใจนะครับ

A – How much salary are you expecting a month?

คุณคาดการณ์ว่าจะได้รับเงินเดือนมากเท่าไหรครับ

B – At least 30,000 baht a month.

อย่างน้อยสามหมื่นบาทต่อเดือนนะครับ

A – How long do you plan on working for this company?

แล้วคุณคิดว่าจะทำงานให้เรานานแค่ไหนครับ

B – It depends on whether there will be opportunities of promotion or not.

ก็ขึ้นอยู่กับว่า จะมีโอกาสให้เลื่อนขั้นหรือเปล่าครับ

A – I see, well, when can you start working for us?

ผมเข้าใจล่ะครับ งั้นก็ คุณสามารถเริ่มทำงานให้เราได้เมื่อไหร่

B – At the start of next year.

ต้นปีหน้าได้นะครับ

A – Great! We shall see you then.

เยี่ยมเลย แล้วเจอกันอีกทีตอนนั้นนะครับ

English conversation 16
ตื่นได้แล้ว

A – Hello, who is it?

เฮลโล ใครอ่ะ

B – Hey, it’s me Adam, haven’t you woken up yet?

ไง ผมเอง อดัม คุณยังไม่ได้ตื่นเหรอ

A – Well now I have.

ตอนนี้แหละ ตื่นแล้ว

B – Oh come on, get up! We’re meeting up at 10am.

โธ่เอ๊ย ตื่นเหอะ เรานัดไว้เจอกันสิบโมงเช้านะ

A – I know, no need to repeat.

ผมรู้ ไม่ต้องมาย้ำ

B – Ok fine, but hurry up! Go have a shower and get dressed now.

ก็ได้ แต่รีบๆ หน่อย ไปอ่าบน้ำและแต่งตัวได้แล้ว

A – As for breakfast, let’s eat at McDonalds, alright?

ส่วนข้าวเช้า ให้เรากินที่แมคโดนัล ดีไหม

B – Sounds good, see you there.

ฟังดูดี แล้วเจอกันที่นั่นนะ

A – Seya mate.

แล้วเจอกัน

English conversation 17
ฝนตกหนักๆ

A – Looks like it’s raining cats and dogs.

ดูเหมือนว่า ฝนตกมาเป็นแมวเป็นหมาเลย

B – What! What are you talking about?

อะไรนะ คุณพูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ยะ

A – Oh, you don’t know? It’s an idiom.

โอ้ คุณ๊ไม่รู้เหรอ มันเป็นสำนวน

B – So, what does it mean?

แล้วมันหมายความว่าอย่างไร

A – Raining cats and dogs means it’s raining heavily.

ฝนตกมาเป็นแมวเป็นหมา หมายถึง ฝนตกหนักๆ

B – Oh I see. Well that’s a strange idiom.

โอ๋ เข้าใจล่ะ แหม เป็นสำนวนที่แปลกดี

A – Do you know any idioms?

แล้วคุณรู้สำนวนบ้างไหม

B – A few I guess.

ก็รู้บ้างนะ

A – You should learn many, we use them often in daily conversation.

คุณควรเรียนรู้เยอะๆ เพราะเรามักใช้มันในการสนทนาในชีวิตประจำวัน

English conversation 18
ถ้าฉันถูกหวย

A – Do you play the lottery?

คุณชอบเล่นหวยไหม

B – No, there’s such a small chance of winning.

ไม่เล่นหรอก โอกาสที่จะถูกหวยน้อยมาก

A – But there’s still a chance, even if it’s small.

แต่ก็ยังมีโอกาสอยู่นะ ถึงแม้จะน้อยก็ตาม

B – I guess, but I think it’s just a waste of money.

ก็ใช่นะ แต่ยังไงผมคิดว่ามันเสียตังค์ไปเปล่าๆ มากกว่า

A – Just wait and see. Someday I will win!

รอดูนะ สักวันหนึ่งผมจะถูกหวยแน่ๆ

B – Keep dreaming!

ฝันไปเหอะ

A – If I win the lottery, I would go travel all around the world.

ถ้าผมถูกหวย ผมจะไปเที่ยวทั่วโลกเลย

B – Don’t forget to bring me too!

อย่าลืมพาผมไปด้วยนะ

A – Sure! But you’ve gotta pay for your own expenses!

ได้ดิ แต่คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ เองนะ แหะๆ

English conversation 19
เราไม่ค่อยถูกคอกัน

A – How was work today?

วันนี้ทำงานเป็นไงบ้าง

B – Awful! I feel so stressed.

แย่เลย ผมรู้สึกเครียดมาก

A – How come? What happened?

ทำไม เกิดอะไรขึ้นล่ะ

B – There’s a coworker who bothers me often.

มีเพื่อนร่วมงานที่ชอบกวนผมบ่อยๆ

A – Go bother him back too!

ก็ไปกวนเขากลับสิ

B – No, I wanna be a good example to my other coworkers.

ไม่นะ ผมอยากจะเป็นตัวอย่างที่ดีต่อเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ

A – Well, it’s up to you.

ก็แล้วแต่

B – We just don’t get along with each other, that’s all.

เราก็แค่ไม่ค่อยถูกคอกันเฉยๆ แค่นั่นเอง

A – If it were me, I’d go tell the boss and get that guy fired!

ถ้าเป็นผมนะ จะไปฟ้องเจ้านาย ให้คนนั้นโดนไล่ออกไปเลย

English conversation 20
คุณไม่ควรทำอย่างนั้น

A – Hey! You shouldn’t do that!

เฮ้ย คุณไม่ควรทำอย่างนั้น

B – Do what?

ทำอะไรเหรอ

A – You just ran a red light!

คุณเพิ่งขับรถฝ่าไฟแดงไง

B – Ow come on, just a little.

โอ ไม่เอาน่า แค่นิดเดียวเอง

A – Even a little is still illegal.

แม้นิดเดียวก็ยังผิดกฎหมายครับ

B – Ok! I’m sorry Mr. police officer!

โอเค! ผมขอโทษ คุณตำรวจ

A – Don’t you be sarcastic with me! Or else!

อย่ามาพูดประชดกับผมนะ ไม่งั้นจะโดน

B – Or else what?

โดนอะไรอ่ะ

A – You’ll see!

เดี๋ยวก็รู้เองแหละ

English conversation 21
พลาดรถเมล์แล้ว

A – Come on! Hurry up.

เร็วเข้า รีบๆ หน่อย

B – I can’t keep running anymore.

ผมวิ่งไม่ไหวแล้ว

A – Oh no! This sucks!

โอ้ไม่นะ แย่แล้ว

B – What? We missed the bus, didn’t we?

อะไร เราพลาดรถเมล์ซะแล้ว ใช่ไหม

A – Yeah, it’s gone already.

ใช่ มันไปแล้ว

B – We’re gunna be late for the show.

เราจะไปถึงงานแสดงสายแล้ว

A – Don’t worry, we can just get a taxi, can’t we?

ไม่ต้องคิดมาก เราก็แค่นั่งรถแท็กซี่ไปไง ได้ใช่ไหม

B – A taxi? No! There aren’t any taxis around here!

รถแท็กซี่เหรอ ไม่ได้ แถวนี้ไม่มีรถแท็กซี่วิ่งผ่านหรอก

A – Bugger!

ซวยล่ะ

English conversation 22
เป็นไปไม่ได้

A – What do you plan on doing today?

วันนี้คุณมีแผนจะทำอะไรบ้าง

B – I’m gunna go swimming.

จะไปว่ายน้ำ

A – I thought you disliked swimming?

ผมนึกว่าคุณไม่ชอบว่ายน้ำ ไม่ใช่เหรอ

B – Not at all, maybe you misunderstood me.

ไม่หรอก คุณคงเข้าใจผมผิด

A – I guess so.

คงงั้นมั้ง

B – Do you wanna come with me?

คุณอยากไปด้วยไหม

A – Me? No way! For me, it’s impossible to swim.

ผมเหรอ ไม่มีทาง สำหรับผมมันเป็นไปไม่ได้ที่จะว่ายน้ำ

B – Oh, why so?

อ้าว ทำไมล่ะ

A – Because I’m afraid of drowning!

เพราะผมกลัวจมน้ำ!

English conversation 23
มันหมายความว่าอย่างไร

A – What time shall we meet up?

เราจะเจอกันกี่โมง

B – How about 7ish?

ราวๆ เจ็ดโมงเช้าดีไหม

A – 7ish? What does that mean?

(7ish?) มันหมายความว่าอย่างไร

B – 7ish means, around 7.

(7ish) จะหมายถึง ราวๆ เจ็ดโมง

A – Oh, I see.

อ่อ เข้าใจล่ะ

B – Anyways, I need to stop by 7/11 first for breakfast.

ยังไงก็ ผมต้องการแวะที่เซเว่นซื้ออาหารเช้าก่อน

A – Ok, could you get me a can of coke?

โอเค ฝากซื้อโค้กหนึ่งประป๋องให้ผมด้วยนะ

B – Sure, anything else?

ได้เลย มีอะไรอีกไหม

A – That’s all, seya in a bit.

แค่นั่นแหละ เดี๋ยวเจอกันนะ

English conversation 24
ทำเป็นเนียน

A – You’re late to work again!

คุณมาทำงานสายอีกแล้ว

B – There was a blumin massive traffic jam!

มีรถติดยาวมาก!

A – Well that’s your fault for not leaving earlier.

ก็คุณผิดเองที่ไม่ได้ออกไปเช้ากว่านี้

B – No, it’s because the taxi driver was a nutcase!

ไม่ใช่นะ แต่เป็นเพราะคนขับแท็กซี่บ้ามาก

A – You’re just trying to make an excuse, ain’t you?

คุณก็แค่พยายามแก้ตัว ใช่ไหมล่ะ

B – Oh whatever! Let’s get to work.

เอ่อช่างมันเหอะ เราทำงานกันดีกว่า

A – Look! The boss is coming!

ดูซิ เจ้านายมาแล้ว

B – Oh bugger, what should I do?

โอ้ยตายล่ะ จะทำไงดีอ่ะ

A – Be sly!

ทำเป็นเนียน

English conversation 25
เห็นข่าวหรือยัง

A – Have you seen the news yet?

เห็นข่าวหรือยัง

B – Not yet? What happened?

ยังเลย เกิดอะไรขึ้นเหรอ

A – Have a guess?

ลองทายดูสิ

B – Uh, I dunno, give me a hint.

เอ่อ ไม่รู้ ใบ้ให้หน่อยดิ

A – Football!

ฟุตบอลไง!

B – Oh! Thailand won the (2014) AFF Suzuki cup!

โอ้ ฟุตบอลทีมชาติไทยคว้าแชมป์ (2014) AFF Suzuki cup!

A – Correct! We won!

ถูกต้องนะครับ เราชนะ

B – Did you watch the game live?

คุณได้ดูไหม

A – I did, it was amazing!

ดูซิ มันสุดยอด

English conversation 26
มือถือใหม่

A – I wanna buy a new phone. Any suggestions?

ผมอยากซื้อมือถือใหม่ พอจะแนะนำได้ไหม

B – How about an i-phone 7?

i-phone 7 ดีไหม

A – Isn’t it really expensive though?

มันจะแพงมากไม่ใช่เหรอ

B – Around about 30,000 baht.

ก็ประมาณ 3 หมื่นบาท

A – Whoa, I can’t afford that.

โห ผมซื้อไม่ไหวหรอก

B – What’s your budget then?

แล้วคุณมีงบประมาณเท่าไหร่ล่ะ

A – No more than 10,000 baht.

ไม่เกิน 1 หมื่นบาท

B – In that case, I’d suggest a Samsung Galaxy.

ถ้างั้น ขอแนะนำ Samsung Galaxy

A – Great! Thanks for your suggestion.

เยี่ยมเลย ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะ

English conversation 27
คำแนะนำ

A – How’ve you been recently?

ช่วงนี้เป็นไงบ้าง

B – Kinda stressed.

ก็เครียดนิดหน่อย

A – How come?

ทำไมล่ะ

B – Too much work, I can’t take it anymore.

ทำงานหนักเกินไป ผมทนไม่ไหวแล้ว

A – Can I give you some advice?

ผมขอให้คำแนะนำได้ไหม

B – Sure.

ได้สิ

A – You should make sure to get enough sleep.

คุณควรจะนอนหลับให้เพียงพอ

B – True, that’s very important for good health.

จริงดิ มันก็สำคัญมากเพื่อสุขภาพที่ดีเน้อะ

A – Exactly! No more late nights ok?

นั่นไง ห้ามนอนดึกอีกนะ

English conversation 28
คุณมีสัตว์เลี้ยงบ้างไหม

A – Do you have any pets?

คุณมีสัตว์เลี้ยงบ้างไหม

B – Yeah, I have 2 cats and 1 dog.

มีแมวสองตัวและหมาหนึ่งตัว

A – I wish I could have a cat.

ผมอยากเลี้ยงแมวบ้าง

B – Why can’t you?

ทำไมไม่ได้ล่ะ

A – Cuz my Dad is allergic to cat hair.

เพราะพ่อผมแพ้ขนแมว

B – Oh, that’s a shame.

อ่อ น่าเสียดายจัง

A – The only pet we can have is a goldfish.

สัตว์เลี้ยงอย่างเดียวที่เลี้ยงได้ก็คือแค่ปลาทองเฉยๆ

B – Well, at least that’s better than nothing.

ก็ อย่างน้อยมันดีกว่าไม่มีอะไรเลยนะ

A – I guess so, but goldfish are so boring.

ก็คงงั้นมั้ง แต่ปลาทองมันน่าเบื่อจัง

English conversation 29
เราไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ศิลปะกันเถอะ

A – Where do you wanna go this Saturday?

วันเสาร์นี้คุณอยากไปเที่ยวที่ไหน

B – I’m not sure. Do you like to visit museums?

ก็ไม่แน่ใจ แล้วคุณชอบไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ไหม

A – I do, but what kind of museums?

ก็ชอบนะ แต่พิพิธภัณฑ์แบบไหนล่ะ

B – Let’s go visit an art museum.

ให้เราไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ศิลปะกันเถอะ

A – Sounds great, I think art is very interesting.

ฟังดูดีมาก ผมว่าศิลปะมันน่าสนใจมาก

B – Yeah I think so too.

ใช่ ผมก็ว่าเหมือนกัน

A – Shall we invite some other friends to come too?

แล้วเราจะชวนเพื่อนคนอื่นๆ มาด้วยไหม

B – That would be nice, but none of them like art.

จะดีนะ แต่พวกเพื่อนของเราไม่ได้ชอบศิลปะสักคนเลย

A – Oh yeah, I forgot about that!

เอ่อ ใช่สิ ลืม

English conversation 30
ไปเที่ยวทะเล

A – Have you ever been to the sea before?

คุณเคยไปเที่ยวทะเลไหม

B – Nope, never.

ไม่เคย

A – You’ve gotta go, it’s amazing!

คุณต้องไปให้ได้นะ มันสุดยอด

B – Alright, I’ll take leave off work for 5 days.

งั้นก็ได้ ผมจะลางานไปห้าวัน

A – Great! We can go the end of next month.

เยี่ยมเลย เราจะไปสิ้นเดือนหน้านะ

B – How much will accommodation cost?

แล้วค่าพักจะเท่าไหร่

A – Around 1000 baht a night.

ก็สัก 1000 บาทต่อคืน

B – And the flights?

แล้วเที่ยวบินล่ะ

A – Probably no more than 2500.

น่าจะไม่เกิน 2500 นะ

English conversation 31
การแต่งตัว

A – Hey, get in the car, let’s go!

หวัดดี ขึ้นรถเลย ไปกันเถอะ

B – Hold on a minute.

รอแป๊ปนึงนะ

A – Where’s your girlfriend.

แล้วแฟนคุณอยู่ไหนเนี่ยะ

B – She’s getting dressed.

เขากำลังแต่งตัวอยู่

A – She’s taking so long, go tell her to hurry up.

เขาใช้เวลานานจัง ไปบอกเขาให้รีบๆ หน่อยสิ

B – I told her already, she takes a while to do her make up.

ผมบอกเขาแล้ว เขาแต่งหน้าเมื่อไหร่ ก็จะต้องใช้เวลาหน่อย

A – We’re not gunna be in time for the movie.

เราจะดูหนังไม่ทันแล้ว

B – I’m always late because of her.

ผมจะสายตลอดเพราะแฟนนี่เอง

A – I guess you’re used to it right?!

ผมว่าคุณคงชินแล้วใช่ไหม

English conversation 32
โดนแม่ด่า

A – Why such the sad face?

ทำไมหน้าเศร้าจัง

B – I just got scolded by my Mum.

พอดีผมโดนแม่ด่า

A – What did you do wrong again?

อ่าว ทำอะไรผิดอีกแล้วล่ะ

B – I didn’t do my homework.

ผมไม่ได้ทำการบ้าน

A – That’s it? Your mum’s pretty strict huh?!

แค่นี้เองเหรอ แม่คุณเข้มงวดจัง

B – Yeah, it’s really tiring.

ใช่ มันเหนื่อยจริงๆ

A – But anyways, it’s for your own good.

แต่ยังไงก็ เป็นเพื่อประโยชน์ของคุณนะ

B – Yeah, she’s like this cuz she loves me so much.

ก็จริงนะ เขาเป็นแบบนี้ เพราะรักผมมากๆ

A – Yeah that’s why she scolds you so much too, haha!

ใช่ แม่คุณก็เลยด่าคุณมากๆ เช่นกัน แหะๆ

English conversation 33
สุขสันต์วันเกิด

A – Surprise! Happy birthday!

เซอร์ไพรส์ สุขสันต์วันเกิดนะ

B – Whoa! I’m so shocked!

โห ตกใจหมดเลย

A – We’ve been waiting here for ages.

พวกเรารอที่นี่มานานมาก

B – Sorry, I had to work overtime today.

โทษทีนะ พอดีวันนี้ต้องทำงาน OT

A – No worries, it was worth it!

ไม่เป็นไร ยังไงก็คุ้มแหละ

B – I didn’t expect anybody to remember my birthday!

ผมไม่ได้คาดว่าจะมีใครจำวันเกิดผมด้วย

A – How could we forget you!

พวกเราจะลืมคุณได้ไงเนี่ยะ

B – Thanks, you guys are amazing friends.

ขอบคุณ พวกเธอเป็นเพื่อนที่สุดยอดจริงๆ

A – We know we are! Let’s eat some cake!

พวกเรารู้แล้ว ป๊ะ กินเค้กกันเถอะ

English conversation 34
คุณชอบอ่านหนังสือไหม

A – Do you like reading?

คุณชอบอ่านหนังสือไหม

B – Yeah, it’s relaxing.

ก็ชอบนะ มันผ่อนคลายดี

A – What kind of books do you like reading?

แล้วคุณชอบอ่านหนังสือแนวไหนล่ะ

B – I like factual knowledge books.

ผมชอบหนังสือความรู้

A – Really? They sound so boring.

จริงเหรอ มันฟังดูน่าเบื่อจัง

B – Not at all, actually they’re very interesting.

ไม่หรอก จริงๆ แล้วมันน่าสนใจมาก

A – As for me, I don’t like reading books.

ส่วนผม ก็ไม่ชอบอ่านหนังสือเลย

B – That’s cuz you have a short attention span!

นั้นเป็นเพราะว่าคุณมีสมาธิสั้นไง

A – Hey! Watch your mouth!

เฮ้ย เดี๋ยวเหอะ!

English conversation 35
ผมอยากทำธุรกิจส่วนตัว

A – I’m so fed up of being in a dead-end salary job.

ผมเบื่อสุดๆ ที่เป็นแต่มนุษย์เงินเดือน

B – What can you do about it then? We all need money.

แล้วจะทำอะไรได้ล่ะ คนเราต้องใช้เงินน่ะสิ

A – I wanna start my own business!

ผมอยากทำธุรกิจส่วนตัว

B – What kind of business?

ธุรกิจแบบไหนล่ะ

A – A little coffee shop!

ร้านกาแฟเล็กๆ !

B – Wow, well ain’t that a new idea huh!

โห แหม เป็นความคิดที่ใหม่มากเลยเน้อะคุณ

A – Don’t be sarcastic with me! I’m serious.

ไม่ต้องมาพูดประชด ผมจริงจังนะ

B – There’re plenty of coffee shops already! Do something else!

มีร้านกาแฟอยู่มากมากพอกันแล้ว ทำอะไรอื่นสิ

A – Fine! I’ll reconsider it.

ก็ได้ จะลองคิดดูใหม่ล่ะกัน

English conversation 36
คุณขับรถเป็นไหม

A – How did you come to work today?

วันนี้คุณมาที่ทำงานอย่างไร

B – I drove my car here.

ผมขับรถมาเอง

A – No wonder you’re so late! Traffic is so bad.

มิน่าล่ะ ถึงมาสายขนาดนี้ รถติดแย่ๆ ไง

B – Yeah, it’s pretty irritating.

ก็ใช่ มันน่ารำคาญจัง

A – I always come by subway, so that I won’t be late.

ผมจะนั่งรถไฟใต้ดินมาเสมอ เพื่อจะได้ไม่สาย

B – Can you drive a car?

แล้วคุณขับรถเป็นไหม

A – No, but if I lived in the countryside, then I’d go learn.

ไม่เป็น แต่ถ้าอยู่ชนบทก็คงต้องเรียน

B – I think the subway is too crowded!

ผมว่านั่งรถไฟใต้ดินมันแอดอัดมาก

A – True, but at least I get to work on time.

ก็จริงนะ แต่อย่างน้อยมันช่วยให้ผมไปทำงานตรงเวลาได้

English conversation 37
อยากไปดารา

A – Have you seen the celeb-news yet?

เห็นข่าวดาราหรือยัง

B – I don’t care about celebrities.

ผมไม่สนเรื่องพวกดาราหรอก

A – But their lives are so interesting.

แต่ชีวิตของพวกดารามันน่าสนใจดีนะ

B – How exactly?

ตรงไหนอ่ะ

A – Like, to see how they live their lives.

ก็แบบ ดูว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไร

B – I would never want to be a celebrity.

ผมจะไม่มีวันอยากเป็นดารา

A – Why not?

ทำไมล่ะ

B – You have no personal space at all.

เป็นดาราแล้วไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย

A – Yeah, I guess it must be awkward having people always watching you.

ก็ใช่เน้อะ คงอึดอัดที่มีคนติดตามคุณไปทุกที่ตลอดเวลา

English conversation 38
ทำงานอาสาสมัคร

A – What are you gunna do when term finishes?

จะปิดเทอมแล้ว คุณมีแผนจะทำอะไรบ้าง

B – I haven’t thought of anything yet.

ยังคิดไม่ออกเลย

A – I’m gunna do some volunteer work, wanna join?

ผมจะไปทำงานอาสาสมัคร อยากไปด้วยไหม

B – Yeah sure!

ได้สิ เอาเลย

A – We’re gunna go teach some kids in the mountains.

พวกเราจะไปสอนเด็กๆ บนดอย

B – How should we prepare?

แล้วเราควรจะเตรียมตัวอย่างไรดี

A – Well, you’ll need some warm clothes, cuz it gets quite cold!

ก็ คุณจะต้องการเสื้อผ้าอุ่นๆ เพราะอากาศจะค่อนข้างหนาว

B – Oh no, I can’t stand the cold.

โอไม่ ผมทนหนาวไม่ไหวอ่ะ

A – Do it for the kids!

ทนเพื่อเด็กๆ นะซ

English conversation 39
แอบชอบ

A – Hey, can I ask you something?

ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม

B – Sure, what’s up?

ได้สิ มีอะไรเหรอ

A – If you had a crush on a girl, how would you let her know?

ถ้าคุณแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่ง จะทำอะไรให้เขารู้ตัวได้ยังไง

B – Well, I’d wanna spend time with her and get to know her more.

ก็คงอยากใช้เวลากับเขาและรู้จักเขามากขึ้น

A – So how do you know if she knows that you like her?

แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าเขารู้ว่าคุณแอบชอบเขา

B – Uhh, well just ask her!

เอ่อ ก็ถามเขาไปสิ

A – But what if she doesn’t like you as you like her?

แต่ถ้าเขาไม่ได้ชอบคุณอย่างที่คุณชอบเขาล่ะ

B – Then just accept it.

ก็ทำใจซะ

A – Love can be so complicated!

โธ่ ความรักนี่ซับซ้อนจัง

English conversation 40
เด็กบ้านนอก

A – Who’s the kid in this photograph?

เด็กในรูปนี้คือใคร

B – Oh that’s me.

โอ้ นั้นคือผมเอง

A – Whoa really!? You look so different from now.

โห จริงเหรอ คุณดูไม่เหมือนตอนนี้เลย

B – Well I was only 7 years old at that time.

ก็ตอนนั้นผมแค่เจ็ดขวบเองนะ

A – So tell me, what was your childhood like?

ไหน บอกผมสิ ว่าตอนวัยเด็กของคุณเป็นไงบ้าง

B – It was fun, I lived out in the countryside.

ก็สนุกดีนะ ผมเติบโตในชนบท

A – You weren’t a computer game nerd like me then.

คุณคงไม่ได้เป็นเด็กติดเกมส์เหมือนผมเน้อะ

B – Nope, we liked playing outside instead.

ไม่หรอก เด็กๆ ในหมู่บ้านเราชอบเล่นข้างนอกมากกว่า

A – You’re such a country boy!

แหม คุณนี่ เด็กบ้านนอกจัง

English conversation 41
การเลี้ยงลูก

A – Do you have any children?

คุณมีลูกแล้วหรือยัง

B – I have 2 daughters.

ผมมีลูกสาวสองคน

A – How old are they?

เขาอายุเท่าไหร่กัน

B – 5 and 8.

ห้ากับแปดขวบ

A – Are they naughty at all?

พวกเขาดื้อไหม

B – The older one is a little bit.

คนโตก็ดื้อนิดหน่อยนะ

A – Is it hard raising children?

การเลี้ยงลูกๆ มันยากไหม

B – Yes, it’s very tiring, but it’s worth it.

ยากและเหนื่อยมาก แต่ก็คุ้มนะ

A – It’s worth it for love right!

คุ้มเพราะรักใช่มิล่ะ!

English conversation 42
ผมจะลาออก

A – I’m gunna quit my job!

ผมจะลาออกจากงานของผม

B – What! Why? What happened?

อะไรนะ ทำไม เกิดอะไรขึ้น

A – I’m so stressed out, I can’t take it anymore.

ผมเครียดมาก ทนไม่ไหวแล้ว

B – Why don’t you just take a few days off to relax?

ก็แค่ไปพักผ่อนสักสองสามวัน จะไม่ดีกว่าเหรอ

A – No, it won’t be enough.

ไม่ จะไม่พอหรอก

B – So what would you do after you quit then?

งั้น ถ้าลาออกแล้ว จะทำอะไรต่อล่ะ

A – I wanna go move up north to Chiang Mai.

ผมอยากย้ายบ้านไปภาคเหนือ จะอยู่เชียงใหม่

B – What work would you do there?

แล้วจะทำงานอะไรที่นั่นเหรอ

A – I’ll be a farmer!

ผมจะเป็นชาวนา!

English conversation 43
แต่งตัวทันสมัย

A – Why are you dressed up so handsomely?

ทำไมคุณถึงแต่งตัวหล่อๆ ขนาดนี้

B – Nothing special, I just wanna dress nicely.

เปล่า ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากแต่งตัวดีๆ เฉยๆ

A – Alright then, so where are you off to?

เหรอ ก็ได้ แล้วคุณกำลังจะไปไหนล่ะ

B – I’m gunna go watch a movie.

จะไปดูหนัง

A – Are you going alone?

จะไปคนเดี่ยวเหรอ

B – I’m meeting a friend there.

จะไปกับเพื่อนคนหนึ่ง

A – A girl right?

เพื่อนผู้หญิงใช่มิล่ะ

B – Yeah, a girl, and so what? So many questions!

ใช่ เพื่อนผู้หญิง แล้วไงอ่ะ ถามเยอะจังนะคุณ

A – Well! So that’s why you’re dressed up so fashionable!

แหม เพราะนี่เองคุณถึงแต่งตัวทันสมัยจัง

English conversation 44
จะไปเรียนต่อต่างประเทศ

A – Can I consult you about something?

ขอคำปรึกษาหน่อยได้ไหมครับ

B – Sure, what’s up?

ได้สิ มีอะไรเหรอ

A – I’m thinking about going to study abroad.

ผมกำลังคิดอยู่ว่าจะไปเรียนต่อต่างประเทศ

B – Which country?

ประเทศไหนล่ะ

A – Either England or America.

ก็คงเป็นอังกฤษหรือไม่ก็อเมริกา

B – Are you sure your English is good enough yet?

คุณแน่ใจไหมว่าคุณสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีพอแล้วหรือยัง

A – Not at all! My English skill is useless!

ยังเลย ภาษาอังกฤษของผมไม่ได้เรื่องเลย

B – Then I’d recommend you study with English by Chris!

ถ้างั้น ผมขอแนะนำให้คุณเรียนกับ English by Chris.

A – Ok! I’ll study hard!

โอเค ผมจะตั้งใจเรียนนะครับผม!

English conversation 45
เพื่อนบ้าน

A – Do you know your neighbors well?

คุณรู้จักเพื่อนบ้านดีไหม

B – Not really, we barely ever talk to each other.

ไม่ค่อยรู้จักหรอก เราแทบจะไม่เคยคุยกันสักคำเลย

A – You should make an effort to know them.

คุณควรพยายามทำความรู้จักกับพวกเขาบ้างสิ

B – I don’t see how it’s so important.

ไม่เห็นจะสำคัญเลย

A – But who can you entrust your home to when you’re away?

แต่ถ้าคุณต้องจากบ้านไปสักพักแล้ว จะฝากบ้านไว้ให้กับใครล่ะ

B – I’ll just make sure I lock up everything well.

ผมก็แค่ล๊อคทุกสิ่งดีๆ

A – I think it’s better to have a neighbor checking up regularly.

ผมว่าให้เพื่อนบ้านคอยเฝ้าดูจะดีกว่านะ

B – I’m sure no thieves will be able to break into my house.

ผมมั่นใจว่าพวกโจรจะไม่มีทางบุกรุกเข้าไปในบ้านผมได้หรอก

A – Don’t be so stubborn, just ask for your neighbor’s help, that’s all!

อย่าสอดื้อสิครับ ก็แค่ขอเพื่อนบ้านมาช่วย แค่นี่เอง

English conversation 46
ขี้บ่น

A – I don’t like it here!

ผมไม่ชอบอยู่ที่นี่

B – Why? What’s wrong with here?

ทำไม ที่นี่ไม่ดีตรงไหน

A – It’s too loud, too hot, not comfortable and the food isn’t tasty.

เสียงดังเกินไป ร้อนเกินไป นั่งไม่สบาย และอาหารไม่อร่อย

B – Oh come on, it isn’t that bad. You’re such a complainer.

ไม่เอาน่า ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก คุณนี่ขี้บ่นตลอดเลย

A – I’m not complaining, I’m just giving my opinion.

ผมไม่ได้บ่น ก็แค่แสดงความคิดเห็นแหล่ะ

B – Sounds more like complaining though.

ฟังดูเหมือนบ่นไปเรื่อยๆ มากกว่า

A – Fine! I admit it, so can we go to another restaurant now?

ก็ได้! ยอมรับว่าบ่น แล้วเราไปร้านอื่นได้แล้วหรือยังล่ะ

B – We already ordered food, we can’t leave now.

เราสั่งอาหารไปแล้ว ไปไหนไม่ได้

A – Oh bugger!

โธ่ กรรมเลย!

English conversation 47
ผมขอเลี้ยงเอง

A – Hey, do you wanna go on a trip with me at the end of this year?

สิ้นปีนี้ คุณอยากไปเที่ยวกับผมไหม

B – Sure! Where do you plan on going?

ได้เลย แล้วจะไปไหนเหรอ

A – I wanna go to Japan.

ผมอยากไปประเทศญี่ปุ่น

B – Oh, I’ve already been to Japan. How about going to England instead?

อ่อ ผมก็เคยไปมาแล้ว ขอไปเที่ยวประเทศอังกฤษดีกว่าได้ไหม

A – I don’t think my budget is high enough for that.

ผมว่างบประมาณของผมไม่เพียงพอหรอก

B – What if I pay for your plane ticket then?

แล้วถ้าผมซื้อตั๋วเครื่องบินให้คุณล่ะ จะเป็นไง

A – What! Really!? I couldn’t let you.

เฮ้ย จริงเหรอ ไม่ได้ เกรงใจอ่ะ

B – Come on! Don’t worry about it, my treat!

ไม่เอาๆ ไม่ต้องเกรงใจ ผมขอเลี้ยงให้

A – Ok then, thanks so much! See you soon England!

โอเคก็ได้ ขอบคุณมากๆ นะ แล้วเจอกันประเทศอังกฤษ

English conversation 48
ถูกขโมยรถผม

A – Hey,! That guy just stole my car!

เฮ้ย! คนนั้นขโมยรถผมไป

B – What!? You’re kidding me!

อะไรนะ คุณล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ยะ

A – Oh no! Quick! Call the police.

โอ้ ไม่นะ เร็วสิ แจ้งตำรวจ

B – Ok, I’ll take care of it!

โอเค ผมจะจัดการให้

A – Taxi!

แท็กซี่

B – What are you doing?

คุณจะทำอะไร

A – I’m gunna chase after him in the taxi!

ผมจะนั่งแท็กซี่ไล่ตามเขาไง

B – Be careful!

ระวังตัวนะ

A – Here’s 2000 baht, now follow that car!

นี่พี่(คนขับแท็กซี่) ให้สองพันบาทเลยนะ เร็วๆ ตามรถนั้นไป

English conversation 49
ย้ายบ้าน

A – Where did you disappear to? I haven’t seen you in ages.

คุณหายไปไหนมา ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลย

B – Just been really busy with work recently.

ช่วงนี้งานผมยุ่งมากๆ

A – I heard that you’re gonna move to England.

ผมได้ยินมาว่า คุณจะย้ายบ้านไปอยู่ประเทศอังกฤษแล้ว

B – Yeah, I’m so excited. But also a little worried.

ใช่ ผมตื่นเต้นอ่ะ แต่ก็กังวลนิดหน่อยด้วย

A – What are you worried about?

กังวลเรื่องอะไรเหรอ

B – My English isn’t very fluent, and I know nothing about the culture in England.

ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง แล้วอีกอย่าง ไม่รู้เรื่องวัฒนธรรมของประเทศอังกฤษเลย

A – Well, maybe you could take some private classes.

ก็คุณอาจต้องเรียนพิเศษก่อนจะย้ายไป

B – Too late for that, I’m moving there tomorrow!

สายเกินไปแล้ว พรุ่งนี้จะย้ายไปล่ะ

A – Oh! Good luck,! You can do it!

โอ้ งั้น โชคดีนะ สู้ๆ

English conversation 50
เจอผู้หญิงน่ารัก

A – Why are you so happy today?

ทำไมวันนี้คุณดูมีความสุขจัง

B – Have a guess.

ก็ให้เดาสิ

A – It’s cuz of that cute girl you met yesterday right?

ต้องเป็นเพราะผู้หญิงน่ารักคนนั้นที่คุณเจอเมื่อวานแน่ๆ ใช่มิล่ะ

B – Yep, and she agreed to go on a date with me!

ใช่ แล้วเขาก็ตกลงไปเดทกับผมด้วย

A – Really? A date! With you!?

จริงเหรอ ไปเดทกัน กับคุณนี่นะ

B – Come on, don’t be so mean! Maybe I’m the right guy for her.

เฮ้ย อย่ามาแกล้งผมนะ ผมนี่อาจเป็นคนที่ ใช่ สำหรับเขาก็ได้นะ

A – Don’t get too far ahead of yourself yet. It’s only your first date.

อย่าเพิ่งคิดไปไกลมากนะ เป็นแค่เดทครั้งแรกเฉยๆ

B – Well, anyways, I gotta go pick her up already.

เอ่อ ยังไงก็ ผมต้องไปรับเขาแล้วนะ

A – Seya, behave nicely for her ok!?

แล้วเจอกัน ทำตัวดีๆ นะคุณ

English conversation 51
ระวัง

A – This road is so busy!

ถนนรถเยอะมาก

B – How are we gunna cross?

เราจะข้ามได้ยังไง

A – We can use the footbridge over there.

ให้เราไปใช้สะพานลอยตรงโน้นดิ

B – It’s so far away! Let’s just cross here.

แต่มันไกลจัง ข้ามที่นี่แหละก็ได้

A – Don’t! It’s dangerous. Hey wait! Look out!

อย่านะ มันอันตราย เฮ้ยเดี๋ยว! ระวัง!

B – Whoa! I almost got hit!

โห เกือบโดนรถชนซะแล้ว

A – I told you it’s too busy to cross here.

ผมบอกคุณแล้วไง ถนนมันมีรถวิ่งเร็วเยอะเกิน

B – Ok, sorry, my bad, let’s go over on the footbridge.

โอเค โทษที ผมผิดเอง เราไปขึ้นสะพานลอยตรงโน้นดีกว่าเถอะ

A – Finally you listen to my suggestions!

ในที่สุด คุณก็ฟังคำแนะนำของผมสักที!

English conversation 52
ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

A – Have you ever been in a natural disaster?

คุณเคยประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติไหม

B – Yeah, I have once before.

เคยครั้งหนึ่ง

A – What happened?

เกิดอะไรขึ้น

B – I was caught in flooding.

โดนติดน้ำท่วม

A – Oh dear. Did your house get flooded?

แย่จัง บ้านคุณโดนน้ำท่วมไหม

B – It flooded about 2 meters high into my house.

น้ำเข้ามาท่วมบ้านสูงสักสองเมตร

A – What about all of your belongings?

แล้วพวกข้าวของล่ะ เป็นไง

B – We were able to move them all upstairs in time.

เราย้ายข้าวของขึ้นชั้นสองทันเวลา

A – Thank God for that!

ขอบคุณพระเจ้า

English conversation 53
ฝันดี

A – Do you dream often?

คุณฝันบ่อยไหม

B – Not really, I just sleep.

ไม่ค่อย ผมนอนหลับอย่างเดี่ยว

A – I have dreams almost every night.

ผมฝันแทบจะทุกคืนเลย

B – What about nightmares?

แล้วฝันร้ายล่ะ

A – I never get nightmares. My dreams are always good.

ผมไม่เคยฝันร้าย ผมฝันดีเสมอ

B – Well, aren’t you lucky huh!

แหม คุณนี่ โชคดีเหลือเกินเน้อะ

A – Why don’t you have dreams?

ทำไมคุณนอนหลับแล้ว ไม่ฝันล่ะ

B – I dunno, maybe my brain isn’t creative enough to make dreams.

ไม่รู้อ่ะ สมองผมอาจไม่มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อทำฝันได้

A – haha, that could be right!

ฮ่าๆ คงใช่แหละ

English conversation 54
ละครทีวี

A – Do you like watching TV soaps?

คุณชอบดูละครไหม

B – No, I can’t stand them.

ไม่เลย ผมเกลียดมันสุดๆ

A – Why? Are they really that bad?

ทำไมอ่ะ มันแย่ขนาดนั้นเหรอ

B – They’re so cheesy!

มันน้ำเน่า!

A – I guess they’re a little bit over the top.

ก็มันอาจจะเว่อร์ไปนิดหน่อยเน้อะ

B – They always show people cheating on each other.

ละครเป็นแต่เรื่องคนเจ้าชู้นอกใจกันและกัน

A – Yeah, you’re right. And lots of arguing and fighting.

คุณพูดถูกนะ และมีการทะเลาะตีกันไม่น้อยด้วย

B – You see.? They’re a bad lifestyle example.

เห็นไหม ละครทีวีจะแสดงตัวอย่างวิถีชีวิตที่แย่มาก

A – Maybe I’ll choose something better to watch.

งั้น ผมอาจลองหาดูอะไรที่ดีกว่า

English conversation 55
คุณเรียนภาษาอังกฤษอย่างไร

A – You speak English so well!

คุณพูดภาษาอังกฤษเก่งจัง

B – No, please. I’m not that good.

ไม่หรอก ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้น

A – But really! I mean it.

แต่ผมพูดจริงๆ นะ

B – Well, thanks for your encouragement.

ก็ขอบคุณที่ให้กำลังใจนะ

A – So, how do you study English then?

แล้ว คุณเรียนภาษาอังกฤษอย่างไรล่ะ

B – I just learn new vocab, read books and watch TV often.

ผมก็แค่ท่องศัพท์ใหม่ๆ อ่านหนังสือ และดูทีวีบ่อยๆ

A – That’s it? And you got to be this fluent!

แค่นนั้นเองเหรอ ถึงจะคล่องแคล่วได้อย่างนี้

B – Yep. That’s it. You can do it too.

ใช่ แค่นั้นเอง คุณก็ทำได้เหมือนกัน

A – I don’t think I have enough discipline to do it.

ผมคงทำไม่ได้หรอก ผมมีวินัยไม่เพียงพอ

English conversation 56
หน้าคุ้นๆ

A – You look familiar. Have we met before?

หน้าคุณดูคุ้นๆ เราเคยเจอกันมาก่อนไหม

B – Umm, I don’t think so.

เอ่อ ผมว่าไม่เคย

A – Did you used to go to Bangkok Uni?

คุณเคยเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพไหม

B – I did, I graduated in 2013.

เคย ผมเรียนจบปี2013

A – I remember you now!

ผมนึกออกล่ะ จำคุณได้แล้ว

B – You do? How then?

จำได้เหรอ ยังไงอ่ะ

A – We used to get on the same bus every day.

เราทั้งสองเคยนั่งรถเมล์สายเดียวกันไปทุกวัน

B – Oh, yeah. I remember you now!

โอ้ ใช่ ผมจำคุณได้แล้วเหมือนกัน

A – You see, no wonder you looked familiar to me.

เห็นไหม มิน่าล่ะหน้าคุณถึงคุ้นๆ อย่างนี้อ่ะ

English conversation 57
คุณทำอาหารเป็นไหม

A – I’m starving! Let’s go eat something.

ผมหิวมาก เราไปข้างนอกหาอะไรกินกันเถอะ

B – No need to go out. I’ll cook for us.

ไม่ต้องไปไหน เดี๋ยวผมทำกับข้าวให้

A – Can you cook?

คุณทำอาหารเป็นด้วยเหรอ

B – Yeah, I cook pretty well actually.

เป็นสิ ผมทำอาหารได้เก่งนะ ขอบอก

A – Are you sure it’s edible?

แน่ใจนะ ว่ามันกินได้

B – Don’t tease me! My cooking skill is awesome!

อย่ามาแกล้ง ฝีมือการทำอาหารของผมขั้นเทพไปเลย

A – Enough talk! Time to prove it.

พูดพอแล้ว ไหนๆ ไปพิสูจน์ให้ดูสิ

B – Ok, I’ll cook and you wash the dishes, deal?

โอเค ผมจะทำอาหาร แล้วคุณจะล้างจาน ตกลงไหม

A – Deal! This meal better be good!

ตกลง มื้อนี้จะต้องอร่อยให้ได้นะคุณ

English conversation 58
เพื่อนสนิท

A – How long have we been friends for?

เราเป็นเพื่อนกันมานานแค่ไหนแล้ว

B – I’d say about 20 years.

ผมว่า น่าจะประมาณ 20 ปี

A – Whoa, it’s really been that long.

โห นานขนาดนั้นเชียว

B – Yeah, we’ve known each other since kindergarten.

ใช่ เรารู้จักกันตั้งแต่อนุบาลเลย

A – I think you know me better than my own brother.

ผมคิดว่า คุณรู้จักผมดีกว่าพี่ชายของผมเองซะอีก

B – Yeah, we’ve been through a lot together.

ก็ เราได้ผ่านอะไรเยอะแยะในชีวิตไปด้วยกันเน้อะ

A – Do you remember that time when I was in hospital?

คุณจำได้ไหม ตอนนั้นที่ผมอยู่โรงพยาบาล

B – Yeah, I remember, but I forgot why you were there.

จำได้ ว่าแต่ลืมว่าไปอยู่โรงพยาบาลทำไม

A – I got food poisoning from your cooking haha!

ก็เพราะผมกินอาหารเป็นพิษจากฝีมือของคุณเอง ฮ่าๆ

English conversation 59
กินอาหารเพื่อสุขภาพ

A – Do you think you eat healthily?

คุณคิดว่าคุณกินอาหารเพื่อสุขภาพไหม

B – I think most of the time I do.

ส่วนมากผมก็กินนะ

A – Do you eat fruit and veg every day?

แล้วคุณกินผลไม้กับผักทุกๆ วันไหม

B – I try to, but it’s hard sometimes.

จะพยายาม แต่บางทีมันยากที่จะทำได้

A – How many kinds of fruit do you have a day?

คุณกินผลไม้กี่ชนิดต่อวัน

B – Usually at least 2 kinds.

มักจะกินอย่างน้อยสองชนิด

A – Apparently, we are meant to have 5 kinds of fruit a day.

เขาพูดกันว่า คนเราควรจะกินผลไม้ห้าชนิดต่อวัน

B – I can barely manage to have 2 a day yet alone 5!

ผมนี่นะ แค่กินสองอย่างต่อวันแทบจะทำไม่ได้อยู่แล้ว ห้าชนิดก็ยิ่งยาก

A – It seems eating healthily takes a lot of effort, doesn’t it?!

ดูเหมือนว่า การที่จะกินเพื่อสุขภาพนั้น มันต้องใช้ความพยายามมากจริงๆ ว่าไหม

English conversation 60
อย่าลืมซื้อของฝากด้วย

A – Guess where I’m going tomorrow?

ให้ทายสิว่า พรุ่งนี้ผมจะไปไหน

B – I dunno, where?

ไม่รู้ ที่ไหนล่ะ

A – I’m going on holiday to Paris!

ผมจะไปเที่ยวปารีส

B – Man, I’m so jealous of you!

แหม๋ อิจฉาคุณจัง

A – I’ve been saving up money 2 years for this trip.

ผมต้องเก็บตังค์มานานสองปีสำหรับทริปนี้

B – Whoa, that’s ages!

โห นานจริงๆ เนี่ยะ

A – Yeah cuz my salary isn’t very much.

ก็ใช่สิ เพราะเงินเดือนของผมน้อยอ่ะ

B – Well, don’t forget to buy me a souvenir too.

ยังไงก็ อย่าลืมซื้อของฝากให้ผมด้วยน่าาา

A – Of course I will!

ได้แน่นอนอยู่แล้ว

English conversation 61
กระเทย

A – Is that your friend over there?

นั้นคือเพื่อนของคุณไหม

B – Yeah, that’s Alex.

ใช่ อเล็กซ์ไง

A – Alex is a boy, right?

อเล็กซ์ นี่เขาเป็นผู้ชาย ใช่ป่ะ

B – Yeah, why do you ask?

ใช่แล้ว ถามทำไมเหรอ

A – Cuz he’s dressed like  a girl.

ก็เพราะเขาแต่งตัวเหมือนผู้หญิง

B – Oh, yeah, I forgot to mention he’s a Ladyboy.

โอ๋ ลืมบอกไปว่า เขาเป็นกระเทย

A – What’s a Ladyboy?

อะไรคือ กระเทย

B – A man who dresses like a woman.

ก็คือ ผู้ชายที่แต่งตัวเหมือนผู้หญิงแหละ

A – Oh, I see.

อ่อ เข้าใจล่ะ

English conversation 62
ความสามารถพิเศษ

A – Do you have any special talents?

คุณมีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง

B – Me, nah. I’m useless at anything.

ผมนี่นะ เปล่า ไม่มี ผมไม่ได้เรื่องสักอย่างเลย

A – Ow come on. There must be something you’re good at.

ไม่เอาน่า ต้องมีสักอย่างหนึ่งที่คุณทำได้เก่งๆ

B – I can cook quite well.

ผมทำอาหารได้ไม่เลวนะ

A – Really? Like what?

จริงเหรอ ทำได้อะไรบ้าง

B – I can fry an egg.

ผมทอดไข่ได้

A – Frying an egg is not a special talent.

จะทอดไข่เป็น ก็ไม่ใช่ความสามารถพิเศษนะคุณ

B – What about you then? Any special talents?

เอ่อ แล้วคุณล่ะ ความสามารถพิเศษมีอะไรบ้าง

A – I can speak 5 languages, play 8 musical instruments and have won an Olympic gold medal in swimming.

ผมพูดได้ห้าภาษา เล่นเครื่องดนตรีแปดอย่าง และเคยได้เหรียญทองโอลิมปิกในการแข่งว่ายน้ำ

English conversation 63
งานปาร์ตี้

A – Are you up to much Saturday night?

เย็นวันเสาร์นี้คุณจะทำอะไรไหม

B – Not really, just staying at home.

ไม่หรอก อยู่บ้านเฉยๆ

A – Do you wanna go to a party?

คุณอยากไปงานปาร์ตี้กับผมไหม

B – Whose party is it?

งานปาร์ตี้ของใครเหรอ

A – A friend of a friend’s.

เพื่อนของเพื่อน

B – But I wasn’t invited to it.

แต่ผมไม่ได้รับคำเชิญ

A – No worries, anybody can go.

ไม่เป็นไร ใครๆ ก็ไปได้สิ

B – I think I’ll pass, cuz I wouldn’t know anybody there.

อืม ผมขอผ่านดีกว่า เพราะผมคงจะไม่รู้จักใครสักคนที่นั่น

A – Alright then, as you wish.

งั้นก็ได้ ตามใจล่ะกัน

English conversation 64
คุณหุ่นดีจัง

A – Have you been working out recently?

ช่วงนี้คุณไปออกกำลังกายบ่อยๆ ไหม

B – Yeah, I have.

ใช่แล้ว

A – You look in great shape.

คุณมีหุ่นดีจัง

B – You think? Thanks!

คิดอย่างนั้นเหรอ ขอบใจนะ

A – So how do you keep in such good shape?

แล้วคุณรักษาหุ่นดีแบบนี้ได้อย่างไร

B – Well, it’s simple. A good diet and plenty of exercise.

ก็ง่ายๆ แค่กินอาหารที่ดีๆ และออกกำลังกายบ่อยๆ

A – You make it sound so easy.

คุณพูดเหมือนมันจะง่าย

B – Yeah, it takes a lot of self-discipline to actually do it.

ก็ คุณต้องมีวินัยที่ดีถึงจะทำได้จริงๆ

A – Exactly, and that’s what I lack!

นั่นไง ที่ผมขาด คือวินัยนี่เอง

English conversation 65
คุณมีงานอดิเรกอะไรบ้าง

A – What are your hobbies?

คุณมีงานอดิเรกอะไรบ้าง

B – I don’t really have any.

ผมไม่ค่อยมีเลย

A – What? Nah, come on! Everyone has hobbies.

อะไรนะ ไม่เอาน่า ทุกคนก็มีงานอดิเรกบ้าง

B – Does sleeping count as a hobby?

แล้วการนอนหลับถือว่าเป็นงานอดิเรกมิล่ะ

A – No, of course not. Do you like any sports?

ไม่ใช่เลย แล้วคุณชอบกีฬาไหม

B – Yeah, I like football.

ผมชอบฟุตบอล

A – Do you actually enjoy playing it though?

แล้วชอบเล่นฟุตบอลแบบจริงๆ ด้วยไหม

B – Uhh, no, just watching it. I’m too lazy to play it.

เอ่อ ก็ไม่ แค่ชอบดูเฉยๆ ผมขี้เกียจที่จะเล่นจริง

A – I guess you really don’t have any hobbies then.

ผมว่าคุณอาจไม่มีงานอดิเรกจริงๆ ก็ได้

English conversation 66
มุขตลก

A – Wanna hear a joke?

อยากฟังมุขตลกไหม

B – Sure, go ahead.

เอาเลย พูดดิ

A – Why was 6 afraid of 7?

หกกลัวเจ็ดทำไม

B – I dunno, why?

ไม่รู้ ทำไมล่ะ

A – Because 7, 8, 9. Get it?

เพราะ 7,8,9 เก็ทไหม

B – I don’t get it, why is it supposed to be funny?

ผมไม่เก็ทเลย ควรจะตลกตรงไหนอ่ะ

A – Oh come on, it’s a play on words.

แหม๋ เป็นการเล่นคำไง

B – Ohhhh! I get it now, eight sounds like ate!

โอ๋ เพิ่งเก็ทแล้ว เพราะ 8 นี่ฟังดูเหมือน ate ก็คือกิน

A – Duhhhhh, you finally get it then.

เอ่ออออ ในที่สุดคุณก็เก็ทสักที

English conversation 67
สัมภาษณ์งาน

A – Hi there, nice to meet you.

สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักกันนะครับ

B – Thanks for inviting me for an interview.

ขอบคุณครับที่เชิญผมมาสัมภาษณ์งาน

A – You’re welcome, so why are you interested in this position?

ไม่เป็นไรครับ ขอถามหน่อย ทำไมคุณถึงสนใจตำแหน่งนี้

B – I feel my experience and knowledge would be best suited to this kind of job position.

ผมรู้สึกว่าทั้งประสบการณ์และความรู้ที่ผมมีจะเหมาะที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้นะครับ

A – Why do you think we should hire you?

แล้วบริษัทของเราควรจ้างงานคุณทำไมครับ

B – I’m very organized and can motivate others around me to work hard.

ผมเป็นคนที่มีระเบียบและสามารถให้กำลังใจเพื่อนร่วมงานคนอื่นให้ตั้งใจทำงานมากขึ้นด้วยนะครับ

A – When can you start this job?

คุณสามารถเริ่มทำงานให้กับเราได้เมื่อไหร่

B – ASAP.

ให้เร็วที่สุดได้เลยครับ

A – In that case, you’re hired! You start working next Monday. Congratulations.

ถ้างั้น เราจ้างคุณครับ คุณจะเริ่มทำงานวันจันทร์หน้า ขอแสดงความยินดีด้วยครับ

English conversation 68
พูดภาษาจีน

A – What language were you just speaking then on the phone?

เมื่อกี้นี้ คุณคุยโทรศัพท์พูดภาษาอะไร

B – Oh, that was Chinese.

อ่อ ภาษาจีน

A – I didn’t know you can speak Chinese!

ผมไม่ได้รู้คุณพูดจีนเป็นด้วย

B – Yeah, I used to live there for 3 years.

ก็ใช่ ผมเคยอยู่ประเทศจีนเป็นเวลาสามปีมาก่อน

A – No wonder you can speak it.

มิน่าล่ะถึงพูดได้

B – I can speak a little, just enough to get by.

ผมพูดได้นิดหน่อย แค่พอใช้ได้เฉยๆ

A – That didn’t sound like a little, you’re proper fluent.

แต่เมื่อกี้นั้นไม่ได้ฟังดูแค่นิดหน่อยนะ คุณคล่องเลย

B – Nah, actually my reading is better than my speaking.

ไม่หรอก จริงๆ แล้วผมอ่านจีนได้ดีกว่าพูดต่างหาก

A – Wow! You can read Chinese too! That’s impressive.

ว้าว คุณอ่านจีนเป็นด้วย น่าประทับใจจริงๆ

English conversation 69
หาคู่รัก

A – Can I ask you something?

ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม

B – Sure. What’s up?

ได้สิ มีอะไรเหรอ

A – What do you look for in a relationship?

ถ้าคุณจะหาคู่รัก จะหาแบบไหน

B – I’m not fussy, I just want a faithful person.

ผมไม่ได้จู้จี้อะไรมาก ขอแค่คนที่ซื่อสัตย์ก็พอ

A – Yeah, me too.

ผมก็คิดเหมือนกัน

B – Why do you suddenly ask me this question?

แล้วทำไมถึงจู่ๆ มาถามผมเรื่องนี้อ่ะ

A – Oh, nothing. Just wondering, that’s all.

เปล่า ก็แค่สงสัยเฉยๆ

B – Are you sure? I bet you’ve got a crush on someone!

แน่ใจนะ ผมว่าคุณต้องแอบชอบใครสักคนแน่ๆ

A – Hey! How do you know?

เฮ้ย รู้ได้ไง!

English conversation 70
ตกหลุมรัก

A – When do you think you’ll get married?

คุณคิดว่าจะแต่งงานเมื่อไหร่

B – Well, I gotta meet the right person first.

ก็ต้องเจอคนที่ใช่ก่อน

A – How would you know you’ve met the right person?

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าได้เจอคนที่ใช่แล้ว

B – That’s a good question. How would you answer then?

นั่นแหละ เป็นคำถามที่ดี  แล้วคุณจะตอบว่ายังไง

A – It’s easy. I’d answer that it’s the person you fall in love with.

ก็ง่ายๆ ผมจะตอบว่า คนคนนั้นที่ใช่ ก็คือคนที่คุณตกหลุมรักไง

B – Ok, so then how would you know you’ve fallen in love?

เหรอ งั้นจะรู้ได้ยังไงว่าได้ตกหลุมรักคนนั้นล่ะ

A – That’s a tough question. What do you think?

คำถามนั้นก็ยาก แล้วคุณว่ายังไง

B – I guess you’d have to consider whether you get along well together or not.

ผมว่า คงต้องพิจารณาดีๆ ว่าเข้ากันได้ดีหรือเปล่า

A – Yeah, that’s important.

ใช่ นั้นก็สำคัญ

English conversation 71
มารยาท

A – Oh dear, there’s so many people.

แย่แล้ว คนแน่นไปหมดเลย

B –Yeah, it’s gunna take ages to get inside the mall.

ใช่ จะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเข้าห้างได้อ่ะ

A – It’s so hot! I can’t take it!

โห ร้อนจัง ไม่ไหวแล้ว

B – Be patient just a little bit longer, we’re almost going in.

อดทนอีกนิดนึงนะ เราใกล้จะเข้าแล้ว

A – Hey! You! Get out the way, I wanna go inside!

เฮ้ย แก หลบทางซะ ผมอยากเข้าแล้ว

B – Mind your manners. Don’t speak to other people like that!

นี่คุณ ระวังมารยาทหน่อย อย่าไปพูดแบบนี้กับคนอื่นนะ

A – Why not, they’re walking so slowly.

ทำไมอ่ะ พวกเขาก็เดินช้าไง

B – It’s rude. You should say “Excuse me, may I get past please.”

มันไม่สุภาพ คุณควรพูดว่า ขอโทษครับ ขอทางหน่อยนะครับ

A – Oh OK. Next time I’ll try and be more polite.

โอเค คราวหน้าผมจะพยายามพูดอย่างสุภาพมากกว่านี้ล่ะกัน

English conversation 72
เตรียมตัว

A – Do you take long getting ready in the morning?

คุณเตรียมตัวตอนเช้าใช้เวลานานไหม

B – Me? I guess around 10 minutes.

ผมเหรอ ก็สักสิบนาทีมั้ง

A – I wish my sister would be as quick as you.

ผมอยากให้พี่สาวของผมเตรียมตัวเร็วๆ เท่าคุณ

B – Well, she’s a girl, she has a lot of cosmetics to use.

ก็ เขาเป็นผู้หญิงไง เขาก็เลยมีพวกเครื่องสำอางที่ต้องใช้

A – Why do girls even need so much stuff?

ทำไมผู้หญิงต้องการเครื่องสำอางเยอะขนาดนั้น

B – I dunno, it’s a girl thing.

ไม่รู้ดิ ความเป็นผู้หญิงแหละ

A – My sister takes like an hour using the bathroom in the morning!

พี่สาวของผมจะใช้เวลาในห้องน้ำนานถึงชั่วโมงเลย

B – Oh man, after that she still has to get dressed too right?

โห หลังจากนั้นเขาก็ต้องแต่งตัวต่อใช่ป่ะ

A – Yeah, an hour in the bathroom then another hour getting dressed. It’s nuts!

ใช่ หนึ่งชั่วโมงในห้องน้ำและต่อมาหนึ่งชั่วโมงที่จะแต่งตัว บ้าจัง

English conversation 73
หนังตลก

A – What kind of movies are you into?

คุณชอบดูหนังแบบไหน

B – I like comedy movies.

ผมชอบดูหนังตลก

A – Yeah, what’s your favorite?

เหรอ ชอบเรื่องไหนบ้าง

B – It’s a Thai movie called “I’m fine, thank you. Love you.”

ชอบหนังไทยชื่อว่า “ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้”

A – What’s it about?

มันเกี่ยวกับอะไร

B – It’s about a guy who wants to learn English to impress a girl.

มันเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่อยากเรียนภาษาอังกฤษเพื่อทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งประทับใจเขา

A – Thai comedy movies are really funny.

หนังตลกไทยตลกจริงๆ เน้อะ

B – You like them too? Cool!

คุณชอบด้วยเหรอ เจ๋งอ่ะ

A – Of course! My favorite is “Pee Mak Phra Khanong”.

แน่นอนสิ ผมชอบ “พี่มากพระโขนง” มากที่สุดเลย

English conversation 74
เแนวเพลง

A – What kind of music are you into?

คุณชอบฟังเพลงแนวไหน

B – I’m into all kinds of music. You?

ผมชอบฟังทุกแนวเลย แล้วคุณล่ะ

A – I prefer classical or jazz.

ผมชอบฟังแนวคลาสสิค หรือไม่ก็แจ๊ส

B – You don’t like rock music?

อ้าว แล้วคุณไม่ชอบฟังแนวร็อคบ้างเหรอ

A – No, it’s too loud for me.

ไม่เลย มันเสียงดังเกินไป

B – Too loud? You’re like an old man!                             

เสียงดังอะไร คุณเหมือนคนแก่ซะแล้ว

A – No! I need music which helps me study.

ไม่หรอก ผมต้องการเสียงเพลงที่ช่วยผมเรียนหนังสือได้

B – Rock music can help you study!

แนวร็อคไง ช่วยคุณเรียนหนังสือได้สิ

A – I don’t think so. Classical music is clearly best for studying.

ผมว่าไม่ดีกว่า แนวคลาสสิคจะเหมาะที่สุดให้ช่วยเรียนหนังสือแน่ๆ อยู่แล้ว

English conversation 75
รถติด

A – Hey, are you nearly here yet?

สวัสดีครับ คุณใกล้จะถึงหรือยังครับ

B – I’m afraid I may be a little while.

ผมเกรงว่าผมอาจต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่

A – What? How come?

อะไรนะ ทำไมเหรอครับ

B – I’m stuck in a traffic jam.

รถติด

A – Do you think you’ll make it here in time?

แล้วคุณคิดว่าจะถึงที่นี่ทันเวลาไหม

B – Not sure, it depends on whether the traffic clears up.

ไม่แน่ใจ ขึ้นอยู่กับว่าถนนจะโล่งขึ้นหรือเปล่า

A – We can’t start the meeting without you.

พวกเราเริ่มการประชุมโดยที่ไม่มีคุณไม่ได้

B – In case I don’t arrive in time, I appoint you to manage the meeting.

งั้นเผื่อผมไปถึงไม่ทัน ผมตั้งให้คุณดำเนินการประชุมไปเองนะ

A – Me! Really? Ok, I’ll do my best.

ผมเองเหรอครับ จริงเหรอ โอเค จะทำให้ดีที่สุดนะ

English conversation 76
สิ้นปี

A – I can’t believe it’s almost the end of the year.

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าใกล้จะสิ้นปีแล้ว

B – I know, this year’s gone so quick!

ใช่ ปีนี้ผ่านไปเร็วมาก

A – Where are you gonna go for the countdown?

วันสิ้นปีคุณจะไปงานเคาน์ดาวน์ที่ไหน

B – Haven’t made any plans yet. You?

ยังไม่มีแผนอะไร คุณล่ะ

A – Me and a bunch of friends are heading up to Chiang Mai.

ผมกับเพื่อนๆ จะไปเที่ยวเชียงใหม่

B – Sounds like fun.

ฟังดูสนุกจัง

A – Well, do you wanna tag along?

แล้ว คุณอยากไปด้วยไหมล่ะ

B – But I don’t know any of your friends very well.

แต่ผมไม่ค่อยรู้จักเพื่อนๆ ของคุณสักเท่าไหร่

A – No worries, my friends are easy going. You’ll get along great!

ไม่เป็นไร พวกเพื่อนของผมเป็นคนสบายๆ คุณจะเข้ากันได้ดีแน่นอน

English conversation 77
รอยสัก

A – Where’ve you been today?

วันนี้คุณไปไหนมา

B – I went to a tattoo parlor.

ผมไปร้านสักลายมา

A – Why did you go there?

อ้าว ไปที่นั่นทำไมอ่ะ

B – I got a tattoo!

ก็ไปทำรอยสักไง

A – You what!? You’ve gotta be kidding me. Are you crazy!

อะไรนะ ต้องล้อเล่นใช่ป่ะ จะบ้าเหรอ

B – What’s wrong? It’s just a little tattoo.

เป็นอะไรอ่ะ ก็แค่รอยสักเล็กๆ นี่เอง

A – But I thought your mum doesn’t allow you to get tattoos?

แต่ผมนึกว่าแม่คุณห้ามทำรอยสักไม่ใช่เหรอ

B – Yeah, but she will never know about this tattoo.

ก็ใช่ แต่แม่ก็จะไม่ต้องรู้เรื่องไง

A – You’re gunna get in trouble with your mum for sure!

คุณจะโดนแม่จับแน่ๆ นะคุณ

English conversation 78
วาดรูป

A – Can you draw?

คุณวาดรูปเป็นไหม

B – No, I’m absolutely awful at drawing.

ไม่หรอก ผมวาดรูปแย่มากๆ

A – Would you like me to teach you?

อยากให้ผมสอนคุณไหม

B – You really would be willing to teach me?

คุณจะยอมสอนคนอย่างผมจริงๆ เหรอ

A – Yeah, of course. I’d be happy to.

ได้สิ ด้วยความยินดี

B – Free of charge, right?

ไม่คิดตังค์ใช่มั้ย

A – Yeah, you can just join in one of the groups I teach.

ใช่แล้ว ผมจะให้คุณเข้าร่วมกลุ่มกับคนอื่นๆ ที่ผมรับสอนอยู่แล้ว

B – Wait wait wait…Join a group!

เดี๋ยวๆๆ เข้ากลุ่มเหรอ

A – Yeah, come on! It’ll be fun.

เอ่อ ใช่ เอาน่า น่าสนุกเลย

English conversation 79
ลูกครึ่ง

A – How is it that you speak English so fluently?

ทำไมคุณถึงพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว

B – I’m half Thai-English.

ผมเป็นลูกครึ่งไทยอังกฤษ

A – Oh, so that’s why.

อ่อ เพราะอย่างนี้นี่เอง

B – My Dad is English and my Mum is Thai.

พ่อเป็นคนอังกฤษและแม่เป็นคนไทย

A – Which language do you prefer using?

คุณชอบใช้ภาษาอันไหนมากกว่ากัน

B – I like them both.

ผมชอบทั้งสองเลย

A – Do you think you look more like a Thai or an English person?

แล้วคุณคิดว่าระหว่างคนไทยกับคนอังกฤษคุณมีลักษณะเหมือนคนไหนมากว่ากัน

B – I think I look more like a Thai person.

ผมคิดว่าผมดูเหมือนคนไทยมากกว่า

A – Yeah, I think your Thai is better than your English too.

ใช่ แล้วผมว่าคุณใช้ภาษาไทยได้ดีกว่าภาษาอังกฤษด้วย

English conversation 80
ศาสนา

A – Are you free Sunday morning?

วันอาทิตย์นี้ตอนเช้าคุณว่างไหม

B – No, sorry. I go to Church on Sunday mornings.

ไม่ว่างนะ ผมจะไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ตอนเช้า

A – Church? So, you’re a Christian.

โบสถ์เหรอ งั้นคุณเป็นคริสเตียนนะซิ

B – Yep, that’s right. Do you follow any religion?

ใช่แล้ว คุณล่ะ นับถือศาสนาอะไร

A – I’m a Buddhist. May I ask, why do Christians go to Church?

ผมนับถือศาสนาพุทธ ขอถามหน่อย ทำไมคริสเตียนถึงไปโบสถ์กัน

B – We go to study the bible and worship God together.

เราไปเรียนพระคัมภีร์และนมัสการพระเจ้าด้วยกัน

A – And do you know why Buddhists go to a Temple?

แล้ว คุณรู้ไหมว่า ทำไมชาวพุทธถึงไปวัดกัน

B – They mainly go to make merit. Right?

ก็พวกเขามักจะไปเพื่อทำบุญกันใช่ไหม

A – Yeah, that’s right. You’re very knowledgeable.

ใช่แล้ว คุณมีความรู้ดีมาก

English conversation 81
มาม่า

A – What shall we eat for dinner?

มื้อเย็นเราจะกินอะไรดี

B – How about instant noodles?

กินมาม่าดีไหม

A – Again? Come on! I’m fed up of it.

อีกแล้วเหรอ ไม่เอา เบื่อสุดๆ

B – Well, what do you suggest?

งั้น คุณมีอะไรจะเสนอมิล่ะ

A – Let’s go try that new Chinese restaurant!

ให้เราไปลองที่ร้านอาหารจีนที่เพิ่งเปิดใหม่ไหม

B – But I heard it’s really expensive.

แต่ผมได้ยินมาว่ามันแพงมากนะ

A – No worries! My treat.

ไม่เป็นไร ผมขอเลี้ยงเอง

B – Well, look who’s loaded!

แหม๋ เป็นคนรวยแล้วนะสิ

A – I just got a bonus from work, so let’s go!

ก็พอดีได้โบนัส ป่ะ ไปกันเถอะ

English conversation 82
วัยเกษียณ

A – How are you gunna spend your retirement?

คุณจะใช้วัยเกษียณทำอะไรบ้าง

B – Huh? Why this sudden question?

อะไรเนี่ย ทำไมถึงอยู่ๆ ถามเรื่องนี้

A – Nothing, I just wanna know how people get prepared for it.

ผมเปล่า ก็แค่อยากจะรู้ว่าคนจะเตรียมตัวไว้อย่างไร

B – Well, first of all, you need to be financially prepared.

ก็ก่อนอื่น ต้องเตรียมตัวทางการเงินให้พอใช้ได้

A – Finances won’t be a problem, but what to do?

การเงินจะไม่มีปัญหา ว่าแต่จะใช้เวลาไปทำอะไรบ้าง

B – Go travel around the world.

ก็ไปเที่ยวรอบโลกเลย

A – But won’t getting around be difficult when I’m old?

แต่เมื่อแก่แล้ว ไปไหนมาไหนก็จะลำบากไม่ใช่เหรอ

B – Well, you’d better keep fit and eat healthily.

ก็คุณจะต้องรักษาสุขภาพให้ดีๆ ไว้นะ

A – Got it, then I will travel the world in my retirement.

เข้าใจแหละ เมื่อถึงวัยเกษียณผมก็จะไปเที่ยวรอบโลกให้ได้เลย

English conversation 83
โรงเรียนมัธยม

A – You went to high school in Bangkok, right?

คุณจบในโรงเรียนมัธยมในกรุงเทพ ใช่ไหม

B – Yeah, I did. I went to ISB International school.

ใช่แล้ว ผมเคยเรียนที่โรงเรียนนานาชาติไอเอสบี

A – Wow! That’s a really famous school.

โห โรงเรียนนั้นมีชื่อเสียงดังมาก

B – Yeah, it was a great experience.

ใช่ มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากที่ได้เรียนที่นั่น

A – I heard its term fees are the most expensive in all of Thailand.

ผมได้ยินว่าค่าเทอมแพงที่สุดในประเทศไทยเลย

B – Well, that’s probably true, but it’s worth it.

ก็คงจริงแหละ แต่มันคุ้มสุดๆ นะ

A – Were you a hard-working student?

แล้วตอนนั้นคุณตั้งใจเรียนไหม

B – Of course, though sometimes I could be a little rebellious.

แน่นอนสิ แต่ก็มีบางครั้งที่เกเรนิดหนึ่ง

A – You’re so lucky you got to go to that school!

คุณโชคดีมากที่ได้มีโอกาสไปเรียนที่นั่น

English conversation 84
ความลับ

A – Hey, come here.

คุณ มานี่หน่อย

B – What’s up? Why are you whispering?

มีอะไรเหรอ ทำไมต้องพูดกระซิบล่ะ

A – I’ve got a secret to tell you.

ผมมีความลับจะบอกคุณ

B – Ok, well, what is it?

เหรอ คืออะไรล่ะ

A – Do you see that girl sat over there?

คุณเห็นผู้หญิงที่นั่งตรงโน้นไหม

B – Yeah, and…?

เห็น แล้วไง

A – I’ve had a crush on her for ages now.

ผมแอบชอบเขามานานมากแล้ว

B – So go tell her then! Or else I will!

ก็ไปบอกเขาสิ ไม่งั้น ผมจะไปบอกเขาให้คุณเลย

A – Alright! I’ll go tell her now!

เอ่อ ก็ได้ ผมจะไปบอกเขาเองตอนนี้ไง

English conversation 85
เปลี่ยนงาน

A – How was work today?

วันนี้ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง

B – It was boring and stressful as usual.

ก็น่าเบื่อและเครียดเหมือนเดิม

A – I take it you don’t like your job then?

อย่างนี้แปลว่า ไม่ได้ชอบงานนี้ใช่ไหม

B – I like it, but sometimes the work is a lot to handle.

ก็ชอบนะ แต่บางครั้งรับมือกับงานหนักก็ยากเหมือนกัน

A – Have you ever considered changing your job?

เคยคิดที่จะเปลี่ยนงานไหม

B – I have, but I think I will stay at this one for at least 2 years first.

เคยนะ แต่ผมว่าควรทำงานที่นี่อย่างน้อยสองปีก่อน

A – That’s a good idea, you may end up liking this job.

เป็นความคิดที่ดีนะ ใครจะรู้ สุดท้ายแล้วคุณอาจชอบงานนี้ก็ได้

B – Yeah, I think it’s important to gain experience in a job before leaving it.

ใช่ ผมว่ามันสำคัญที่เราจะได้ประสบการณ์พอสมควร ก่อนที่จะย้ายงานไปที่อื่น

A – I agree!

เห็นด้วย

English conversation 86
สูบบุหรี่

A – Hey! What are you doing?!

เฮ้ย ทำอะไรเนี่ย

B – Having a smoke.

จะสูบบุหรี่ไง

A – You can’t smoke inside the mall!

ในห้างมันถูกห้าม

B – I didn’t see a sign anywhere forbidding to do so.

ไม่เห็นจะมีป้ายห้ามสักหน่อย

A – Everyone knows it’s forbidden to smoke inside!

แหม ใครๆ ก็รู้แล้วว่าห้ามสูบบุหรี่ในห้าง

B – Just a quick smoke won’t do any harm.

ก็แค่สูบบุหรี่แปปหนึ่งไม่เห็นจะเป็นไรนักหนา

A – Quick! Put it out! Some security guards are coming.

เร็วเข้า ดับออกสิ พวกยามจะมาหาแล้ว

B – Oh bugger! They’ve seen me!

ตายล่ะ เขาเห็นผมแล้ว

A – Come on! Leg it!

เร็วๆ วิ่งหนีเถอะ

English conversation 87
กีฬา

A – Do you enjoy playing sports?

คุณชอบเล่นกีฬาไหม

B – I do, but don’t have much free time to do any.

ชอบนะ แต่ไม่ค่อยมีเวลาว่างไปเล่นเลย

A – What sports are you good at?

คุณเก่งกีฬาไหนบ้าง

B – I’m pretty good at ping pong.

ผมเล่นปิงปองค่อนข้างเก่งนะ

A – You? Don’t be silly!

คุณนี่นะ อย่ามั่ว

B – You don’t believe me? Alright then, I challenge you to a match!

คุณไม่เชื่อผมเหรอ งั้น ผมท้าคุณแข่งกัน

A – You wanna challenge me? I’ll beat you easy!

คุณอยากแข่งกับผมเหรอ ผมจะชนะอย่างง่ายดาย จิ๊บๆ

B – You’re such a bragger! Just you wait and see!

คุณขี้โม้จัง เดี๋ยวคอยดูนะ

A – Bring it on!

เอามาเลย!

English conversation 88
ซูเปอร์ฮีโร

A – Have you seen the latest Batman movie?

คุณดูหนังแบทแมนล่าสุดหรือยัง

B – Yeah, it’s rubbish.

ดูแล้ว มันกากจัง

A – What? Why didn’t you like it?

อะไรอ่ะ ทำไมไม่ชอบ

B – It’s just way too over the top.

มันเว่อร์เกิน

A – So, who’s your favorite superhero then?

แล้วใครคือซูเปอร์ฮีโรคนโปรดของคุณล่ะ

B – Probably Superman.

น่าจะเป็นซูเปอร์แมน

A – He’s so boring.

ซูเปอร์แมนน่าเบื่อจะตาย

B – He can fly and shoot lasers out of his eyes! How is that boring!

เขาบินและยิงเลเซอร์ออกจากตาได้ มันน่าเบื่อตรงไหน

A – Whatever! I still think Batman is the best!

ช่างมันเหอะ ยังไงแบทแมนก็ยังเก่งที่สุดแหละ

English conversation 89
ไปไหนมาไหน

A – Have you been to Bangkok before?

คุณเคยไปกรุงเทพมาก่อนไหม

B – Yeah, twice. It’s so crowded.

เคยไปสองครั้งมาแล้ว คนแน่นมาก

A – I’m gonna go visit there next week, but I’m not sure how I should get around.

ผมจะไปที่นั่นสัปดาห์หน้า แต่ไม่แน่ใจว่าจะไปไหนมาไหนอย่างไร

B – I’d recommend the subway, it’s very convenient.

ผมขอแนะนำให้ใช้รถไฟใต้ดิน มันสะดวกดี

A – How about the bus system?

แล้วระบบรถเมล์ล่ะ

B – It’s not very good, as there are always traffic jams.

ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะรถติดบ่อยๆ

A – What’s the sky train?

แล้วอะไรคือ รถไฟทางฟ้า

B – Oh, it’s called the BTS, it’s an elevated train system.

โอ๋ มันเรียกว่า บีทีเอส เป็นระบบรถไฟที่ถูกยกระดับลอยฟ้า

A – Cool! I wanna try that!

เจ๋ง อยากลองบ้าง

English conversation 90
ถูกไล่ออกจากงาน

A – Hey, what’s up? You seem a bit upset today.

คุณ เป็นไรหรือเปล่า วันนี้คุณดูแบบเศร้าๆ เลย

B – I’ve got some bad news.

ผมมีข่าวร้ายจะบอก

A – How bad?

มันร้ายแค่ไหนล่ะ

B – I got fired from my job!

ผมถูกไล่ออกจากงาน

A – Oh man, really? Why?!

อ้าว แย่แล้ว จริงเหรอ ทำไมอ่ะ

B – I arrived late for work too often.

ผมไปทำงานสายบ่อยเกินไป

A – Well, don’t worry. I’ve got some good news for you!

ไม่เป็นไรนะ ยังไงก็ผมมีข่าวดีจะบอกคุณแหละ

B – What news?

ข่าวดีอะไรเหรอ

A – My company are looking for new staff!

บริษัทของผมกำลังรับสมัครคนงานใหม่

English conversation 91
อเมริกา

A – Where’ve you disappeared to lately?

ช่วงนี้คุณหายไปไหนเนี่ย

B – I took a trip to America.

ผมไปเที่ยวอเมริกามา

A – Wow, I’m so jealous of you! I wish I could have gone too!

โห  อิจฉาจัง อยากไปด้วยคน

B – I would have invited you, but it was just a family trip.

ผมก็อยากจะชวนคุณนะ แต่ทริปนั้นเป็นเฉพาะกับครอบครัวเท่านั้น

A –  It’s alright, I understand.

ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ

B – How about we go on a trip next month?

เอางี้ เดือนหน้าเราไปเที่ยวกันดีไหม

A – Yeah, for sure! Let’s do that!

เยี่ยม เอาเลย

B – Where do you wanna go?

แล้ว คุณอยากไปไหนล่ะ

A – America!

อเมริกาไง!

English conversation 92
M-150 ลุ้นโชครวยล้าน

A – Guess what I just won?

ให้ทายสิ ว่าผมได้ชนะอะไร

B – I dunno, what?

ไม่รู้ อะไรเหรอ

A – I won first prize in the M150 million baht draw!

ผมได้รับรางวัลที่หนึ่ง M-150 ลุ้นโชครวยล้าน

B – No way! Really!?

ไม่มีทาง จริงเหรอ

A – Look! Here’s the official text message.

ดูสิ นี่คือข้อความจากเขาเอง

B – I can’t believe it! You just won a million baht!

ไม่อยากจะเชื่อเลย คุณได้รับหนึ่งล้านบาท

A – I never thought I would win, cuz so many people play this draw.

ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ชนะ เพราะมีคนเล่นเยอะมาก

B – So what are you gonna do with the money?

แล้วคุณจะใช้เงินก้อนนี้ไปซื้ออะไรบ้าง

A – I’m gonna buy my parents a new house.

จะซื้อบ้านหลังใหม่ให้กับพ่อแม่

English conversation 93
ใบขับขี่

A – Can you drive me to work today?

วันนี้คุณช่วยขับรถของผมไปส่งที่ทำงานได้ไหม

B – How come you can’t drive yourself?

อ่าว แล้วทำไมคุณขับเองไม่ได้

A – I sprained my wrist last night playing football.

เมื่อคืนเล่นฟุตบอลทำข้อมือพลิก

B – I would help you, but I don’t have a driver’s license.

ก็อยากจะช่วยคุณนะ ว่าแต่ผมไม่มีใบขับขี่

A – So you can’t drive?

ขับรถไม่เป็นเหรอ

B – I’ve failed the test about 20 times already.

ก็ผมสอบตกมากกว่ายี่สิบครั้งแล้ว

A – Whoa, your driving must be awful.

โห คุณขับแย่ขนาดเหรอเนี่ย

B – I usually end up crashing into everything and anything.

ผมมักจะชนทุกสิ่งที่ขวางหน้าไปหมดเลย

A – Haha, well in that case, I’ll just get a taxi to work.

ฮ่าๆ งั้น ผมจะนั่งแท๊กซี่ไปทำงานดีกว่า

English conversation 94
อาหารเจ

A – Have you eaten yet?

คุณกินข้าวแล้วหรือยัง

B – Not yet.

ยัง

A – Wanna have KFC for lunch?

อยากกินเคเอฟซีกันไหม

B – But I’m a vegetarian, I can’t eat meat.

แต่ผมกินอาหารเจเท่านั้น กินเนื้อไม่ได้ไง

A – Oh, but KFC fried chicken is so tasty.

อ้าวเหรอ แต่ไก่ทอดเคเอฟซีอร่อยจัง

B – How about we go to Salad concept?

ให้เราไปที่ร้านสลัดคอนเซ็ป ดีกว่าได้ไหม

A – Just salad? How can you get full on that?

กินแค่สลัดอย่างเดี่ยวเหรอ จะอิ่มไหมเนี่ย

B – You can order a chicken salad.

คุณก็สั่งสลัดไก่ก็ได้

A – Alright then, seya there.

เค ตกลง เจอกันที่นั่นนะ

English conversation 95
สื่อสังคมออนไลน์

A – How often do you check your Facebook?

คุณเช็คเฟสบุ๊คของคุณบ่อยแค่ไหน

B – Every day!

ทุกวันเลย

A – How many times a day then?

กี่ครั้งต่อวัน

B – I reckon about 4 times a day.

น่าจะสักสี่ครั้งต่อวัน

A – Do you use any other social media?

แล้วคุณใช้พวกสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ บ้างไหม

B – I use them all, I’m kind of an addict.

ใช้หมดเลย ผมแทบจะติดมันจริงๆ

A – I think there a waste of time.

ผมว่ามันเสียเวลาของเราไปมากกว่า

B – They can waste your time, but they have more pros than cons.

มันก็เสียเวลาของเราได้ แต่มันมีข้อดีมากกว่าข้อเสียนะ

A – I guess you’re right.

คุณคงพูดถูกเน้อะ

English conversation 96
การเมือง

A – Did you see the recent news?

เห็นข่าวล่าสุดหรือยัง

B – What news?

ข่าวอะไรเหรอ

A – China just elected their new president.

ประเทศจีนได้เลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่

B – I don’t really follow political news.

ผมไม่ค่อยติดตามข่าวการเมืองเท่าไหร่

A – So you don’t care about politics?

คุณไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองเหรอ

B – Not so much, I don’t see how it’s got anything to do with my life.

ไม่เท่าไหร่ ผมไม่เห็นการเมืองจะมีอะไรเกี่ยวกับชีวิตของผม

A – Politics effects many areas of your life. You should try and pay attention to it more.

การเมืองจะมีผลกระทบต่อชีวิตของคุณในหลายๆ ด้านนะ คุณควรจะใส่ใจเรื่องมันมากว่านี้

B – Nah, I don’t wanna care about it.

ไม่เอาอ่ะ ไม่อยากจะสนใจ

A – Fine, as you wish then.

เอ่อ ก็ได้ ตามใจล่ะกัน

English conversation 97
ร้านกาแฟแมว

A – Do you wanna go chill in a café today?

วันนี้อยากไปนั่งร้านกาแฟชิวๆ กันไหม

B – Alright, which one?

เอาดิ ร้านไหนล่ะ

A – Let’s go to that Cat café!

ไปร้านกาแฟแมวกันเถอะ

B – Cat café? What’s that?

ร้านกาแฟแมว คือะไรอ่ะ

A – A café with cats roaming all around.

ก็เป็นร้านกาแฟที่เต็มไปด้วยแมวเดินไปเดินมาทั่วๆ ร้านเลย

B – I don’t want cat hair in my coffee!

ผมไม่อยากดื่มกาแฟที่มีขนแมวผสมด้วยนะคุณ

A – I’m sure that won’t happen.

แบบนั้นไม่เกิดขึ้นแน่ๆ

B – If it does, you’re paying for my coffee, got it?

ถ้ามีนะ คุณจะจ่ายเอง

A – Haha, sure. No worries.

ฮ่าๆ ได้เลย ไม่มีปัญหาหรอก

English conversation 98
ของฝาก

A – I can’t wait for my trip next week!

แทบจะรอไม่ไหวแล้วที่จะไปเที่ยวสัปดาห์หน้า

B – Where are you off to?

จะไปเที่ยวไหน

A – I’m off to Thailand for a week.

จะไปประเทศไทยหนึ่งสัปดาห์

B – I love Thai food, it’s so tasty.

ผมชอบอาหารไทยมากๆ อร่อยสุดๆ เลย

A – I’ll eat lots for you.

ผมจะกินเยอะๆ เผื่อนะ

B – Are you gunna visit some islands too?

แล้วคุณจะไปเยี่ยมพวกเกาะด้วยไห

A – Yeah, of course. The beaches are stunning!

แน่นอนสิ ชายหาดที่พวกเกาะนั้นสวยมากๆ

B – Don’t forget to bring me a souvenir back!

อย่าลืมเอาของฝากให้ผมด้วยนะ

A – Sure, I promise.

ได้เลย ผมสัญญา

English conversation 99
ฝึกใช้ภาษาอังกฤษ

A – May I ask you a question?

ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม

B – Sure. What do you wanna ask?

ได้ อยากถามอะไรเหรอ

A – Why are you learning English?

ทำไมคุณถึงเรียนภาษาอังกฤษอยู่

B – I love travelling, so English is very important for that.

ผมชอบไปเที่ยวต่างประเทศ ภาษาอังกฤษก็เลยสำคัญ

A – Apart from traveling, do you need English for anything else?

นอกจากนั้น คุณต้องใช้ภาษาอังกฤษสำหรับอะไรอื่นๆ บ้าง

B – I work in an international hotel chain in Bangkok, so I need to use English with the guests.

ผมทำงานในโรงแรมนานาชาติ เลยต้องใช้ภาษาอังกฤษกับพวกแขก

A – I want to learn English, but don’t have any opportunities to practice using it.

ผมอยากเรียน แต่ไม่มีโอกาสฝึกใช้จริงๆ

B – You can practice with me, I don’t mind.

คุณฝึกใช้ภาษาอังกฤษกับผมก็ได้ดิ

A – Really? Thanks a lot!

จริงเหรอ ขอบใจมากๆ นะ

English conversation 100
พัฒนาภาษาอังกฤษ

A – I need your help.

ขอช่วยผมหน่อย

B – How can I help?

ได้สิ จะให้ช่วยยังไง

A – I want to improve my English.

ผมอยากเก่งภาษาอังกฤษ

B – But you can already speak English well.

แต่คุณพูดภาษาอังกฤษได้ดีอยู่แล้วนะ

A – I want to be fluent, like you!

แต่ผมอยากพูดคล่องเหมือนคุณ

B – Well, I’d suggest to do more listening and reading.

ก็ผมขอแนะนำให้ฝึกฟังและอ่านบ่อยๆ

A – That’s it? Just listen and read more.

แค่นี่เองเหรอ แค่ฟังและอ่านให้มากขึ้น

B – Yep, that’s it!

ใช่ครับ แค่นี่เองแหละ

A – I didn’t think it’d be as easy as just that!

ผมไม่ได้คิดว่ามันจะง่ายขนาดนั้น

Skills

Posted on

06/03/2016

Submit a Comment

Your email address will not be published.